Support
www.thaibizsolutions.com
095-979-9890
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 11/01/2016 08:38     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  งาน - ใช้ job หรือ work

ทั้งคำว่า job และ work แปลว่า “งาน” และเป็น “คำนาม” ทั้งคู่

 

แต่สิ่งที่ต่างกันเพียงแค่เล็กน้อย เสมือนเส้นผมบังภูเขาก็คือว่า ... job เป็น “คำนามนับได้” แต่ work เป็น “คำนามนับไม่ได้”

 

เวลาจะนำไปใช้ คุณก็แค่รู้สึกว่า ถ้างานเป็นจ๊อบๆ เป็นชิ้นๆ เป็นโปรเจ็คท์ๆ หรืองานในลักษณะเป็นตำแหน่งงาน เป็นอันๆไป นั่นแหละครับคือคำว่า jobดังนั้นเวลาคุณจะนำไปใช้ในประโยคต่างๆ คุณก็ต้องใส่ articles พวก a-an-the หรือ เติม ‘s’ ให้ถูกต้องด้วย

 

แต่ถ้าเป็นคำว่า workมันคือ “คำนามนับไม่ได้” คุณก็แค่คิดเป็นภาพของ “เนื้อๆงาน” หรือ “ความวุ่นวายของสิ่งที่เราต้องทำที่บ้านหรือที่ทำงาน” หรือ “เวลางานหรือสภาพของสถานที่ในที่ทำงาน” ก็แค่นั้นเอง และเวลานำไปใช้ คุณก็ไม่ต้องไปเติม ‘a’ ข้างหน้า และห้ามเติม ‘s’ ข้างหลังมัน แบบที่คุณทำกับคำว่า “job” เด็ดขาดนะครับ

 

มาดูตัวอย่างประโยคเล็กๆ น้อยๆ กันครับ

1.) Melanie got a job as a secretary. (เมลานี่ได้งานเป็นเลขาฯ ล่ะ)

2.) I was offered a job at IBM but I turned it down. (ฉันได้รับข้อเสนอให้ทำงานที่ IBM ล่ะ แต่ว่าฉันปฏิเสธเขาไปแล้ว)

3.) I’m sure she’ll find work soon. (ฉันมั่นใจว่า หล่อนจะได้งานในไม่ช้านี่แหละ)

4.) My dad usually finishes work around 8 p.m. (ตามปกติ พ่อฉันเขาเลิกงานประมาณสองทุ่มอ่ะ)

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 08/01/2016 00:29     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  ส้ม ภาษาอังกฤษ ใช้ orange หรือ tangerine?

 คำว่า “ส้ม” เรามักจะท่องกันจนติดปากว่า orange

แต่จริงๆแล้ว คำว่า orangeมันคือส้มพันธุ์ที่คนไทยเราเรียกว่า “ส้มซันคิส” ต่างหากครับ (หรือที่บางคนอาจจะเรียกมันว่าส้มพันธุ์ที่มาจากต่างประเทศ)

 

พวกส้มพันธุ์ของไทยเรา เช่น ส้มเขียวหวาน, ส้มบางมด, ส้มสายน้ำผึ้ง หรือ ส้มโชกุน นั้น ที่ถูกต้อง คุณต้องเรียกมันว่า tangerine(ออกเสียงว่า “แทน-เจอะ-รีน”) ครับ

 

ข้อแตกต่างระหว่าง orange และ tangerine โดยสรุปก็คือ

1.) orange ลูกจะโตกว่า tangerine

2.) orange มีเปลือกชั้นในสีขาวที่หนา (ฝรั่งเขาเรียกว่า rind – ออกเสียงว่า “ราย-น์-ด์”) แต่ว่า tangerine แทบจะไม่เห็นชั้นเปลือกที่เรียกว่า rind เลย

3.) orange เปรี้ยวกว่า tangerine; แต่ tangerine จะออกรสหวานมากกว่า orange

4.) เปลือกด้านนอกของ orange จะติดแน่นกับเนื้อส้มและลอกเปลือกออกยากกว่า; ส่วนเปลือกของ tangerine จะปอกง่าย แค่ดึงเบาๆ ก็ลอกออกมาแล้ว

5.) กลีบเนื้อส้มของ orange จะติดกันแน่นกว่า และแยกออกจากกันยากกว่า; แต่กลีบของ tangerine จะแยกออกจากกันง่ายมาก

 

-------------------------------------------------------------------

 

เช่นเดียวกับคำว่า “มะนาว” ครับ ไอ้เจ้ามะนาวพันธุ์ที่เปลือกเหลืองๆ แล้วไม่ค่อยเปรี้ยวมากสักเท่าไหร่ เขาเรียกว่า lemon

 

แต่มะนาวแบบที่เปลือกเขียวๆ ซึ่งเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดที่พวกเราคุ้นเคยกันดีนั้น เขาเรียกกันว่า lime(ออกเสียงว่า “ลาย-ม์”) ครับ

 

ส่วน “มะนาวแป้น” (แบบลูกเล็กๆ ที่เขาบีบน้ำ ใส่ในส้มตำหรือน้ำพริกกะปิ) เขาเรียกว่า key lime

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 30/12/2015 10:42     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  ฤดูหนาว ใช้ winter หรือ cold season?

 คำว่า winter(ฤดูหนาว) เขาจะเอาไว้ใช้ในประเทศที่มี 4 ฤดู คือมี ร้อน (summer), ใบไม้ร่วง (autumn หรือ fall), หนาว (winter) และใบไม้ผลิ (spring) แล้วที่สำคัญคืออุณหภูมิในฤดูหนาวจะค่อนข้างต่ำจนหิมะตกหรือเกือบจะตก (เช่น 10 องศาเซลเซียส หรือ 50 องศาฟาห์เรนไฮท์)

 

แต่สำหรับประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย ฤดูหนาว เขาจะเรียกกันว่า cold season

 

ฤดูร้อนของบ้านเราก็คือ hot seasonห้ามไปเรียก “summer” ตามคำที่เขาใช้กันในประเทศหนาวๆ นะครับ

 

สรุปว่า ในเมืองไทยเรามี 3 ฤดู (ถือตามด้านภูมิศาสตร์นะครับ) คือ hot season (ฤดูร้อน), rainy season (ฤดูฝน) และ cold season (ฤดูหนาว) ครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 27/12/2015 21:59     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  กรอบนอก-นุ่มใน & ละลายในปาก ภาษาอังกฤษ

 ร้านอาหารสมัยนี้เขาทำอาหารกันได้อร่อย (แซ่บหลาย) จริงๆนะครับ แล้วลูกค้าหลายๆคนก็มักจะชอบอาหารประเภททอดๆเสียด้วย

 

พวกเราส่วนใหญ่มักจะชอบอาหารที่ กรอบนอก นุ่มในหรือ อาหารที่นุ่มนวลจนเหมือนกับว่า มันละลายในปาก เลยก็ว่าได้ ดังนั้นเราจะฝึกประโยคให้คุณได้พูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ทุกครั้งที่คุณไปทานอาหารไม่ว่าจะเป็น ไก่ทอดที่หนังกรอบแล้วเนื้อด้านในนุ่มและฉ่ำด้วยรสชาติที่กลมกล่อม, มันฝรั่ง(ทั้งหัว)อบ (Baked Potato), กุ้งตัวใหญ่ๆ ชุบแป้งทอด, ข้าวหน้าหมูกรอบที่หนังกรอบและเนื้อด้านในนุ่มๆและฉ่ำๆ, ขาหมูเยอรมันที่ทอดใหม่ๆ แล้วกินแกล้มกับเครื่องดื่มที่คุณโปรดปราน หรืออื่นๆอีกมากมาย

 

กรอบนอก นุ่มในเขาพูดกันว่า It’s crispy on the outside and soft on the inside.หรือ It’s crunchy on the outside and soft on the inside. ก็ได้

 

แต่ถ้าเป็น กรอบนอก แต่เนื้อด้านในนุ่มชุ่มฉ่ำและไม่แห้งเขาจะพูดกันว่า It’s crispy (หรือ crunchy) on the outside and moist on the inside.

 

ส่วนอาหารที่นุ่มนวลจนเหมือนกับว่า มันละลายในปาก เขาจะพูดกันว่า It melts in your mouth.

 

แล้วเวลาพูด คุณก็ต้อง “ใส่ความรู้สึกหรือเน้นเสียงและออกอารมณ์ตามไปด้วย” เพราะภาษาอังกฤษเขาเป็นภาษาที่ Expressive คือเป็นภาษาที่ต้องแสดงออกด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าที่นิสัยโดยธรรมชาติของคนไทยเราพึงทำเวลาที่พูดภาษาไทย ... คุณอย่าไปคิดว่ามันเป็นการกระแดะหรือดัดจริตเลยนะครับ คือมันเป็น “ธรรมชาติ” ของภาษาเขา ถ้าเราจะพูดภาษาของเขา เราก็ควรจะศึกษาภาษาของเขาด้วยใจที่เป็นกลาง อย่าเอาความคิดหรืออคติของตนเองไปใส่ และไปตัดสินว่าถ้าเราพูดแบบใส่ accent มากไป เดี๋ยวคนข้างๆ เขาจะเหล่เอา (พยายามสังเกตวิธีการออกเสียงของเจ้าของภาษาเขา แล้วก็ทำให้มันเหมือนๆ หรือเท่าๆกับเขา มันไม่ดัดจริตหรอกครับ แต่ถ้าไปทำให้มันเกินเขาสิ แบบนั้นคือดัดจริต) ... ฝึกกันทุกวันเถอะครับ จะได้เก่งเร็วๆ ผมขอเป็นกำลังใจให้ ด้วยใจจริงครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 20/12/2015 20:25     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  แฟนเก่า ภาษาอังกฤษ

 คำว่า “แฟนเก่า” หรืออะไรก็ตามที่มีความหมายว่า “อดีต....” เช่นคำว่า “อดีตสามี” หรือ “อดีตภรรยา” นั้น

 

เราห้ามไปใช้ old wife หรือ old husband เด็ดขาดนะครับ เพราะมันจะไม่ได้แปลว่า “อดีตภรรยา” หรือ “อดีตสามี” แต่อย่างใด (มันแปลว่า ภรรยาหรือสามีของฉันที่เขาแก่แล้ว)

 

ที่ถูกต้องก็คือการเติมคำว่า ex- เข้าไปข้างหน้าคำเหล่านั้น โดยมันจะมีความหมายว่า “อดีต......” นั่นเอง เช่น

 

ex-wifeอดีตภรรยา หรือภรรยาเก่า (ที่คนไทยเราเรียกกัน)

 

ex-husbandอดีตสามี หรือสามีเก่า

ex-girlfriend หรือ ex-boyfriendอดีตแฟน หรือแฟนเก่า

ex-Prime Minister (คำที่เป็นทางการเขาจะใช้กันว่า former Prime Minister) = อดีตนายกรัฐมนตรี

 

ตามปกติเขาจะใช้ ex- เป็นคำที่เอามาติมข้างหน้าคำที่เป็นตำแหน่ง (Prefix) แต่ถ้าเราเอาคำว่า ex แบบเดี่ยวๆ มาใช้ มันจะแปลว่าเป็น “แฟนเก่า/สามี-ภรรยาเก่า” นั่นเอง ลองมาดูตัวอย่างประโยคการใช้คำว่า ex- กันนะครับ

 

I didn’t know that my ex was going to be at the party. (ฉันไม่รู้ว่าแฟนเก่าฉันเขาจะไปงานเลี้ยงนั้นด้วยอ่ะ) – ไปเจอกันเข้าพอดีเลย จึงทำตัวไม่ค่อยถูก อะไรประมาณนั้น

 

Hey, Brandon!  I saw three of your exes at the same party yesterday. (นี่แบรนด็อนเมื่อวานนี้ ฉันเจอแฟนเก่าสามคนของนาย อยู่ที่งานเลี้ยงเดียวกันเลยอ่ะ)

 

That guy is my ex-boss. (ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นนายเก่าของฉันเอง)

 

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 20/12/2015 20:19     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  คำว่า by the way ใช้อย่างไร

 เวลาที่คุณสนทนากับใครเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ดีๆ แล้วคุณเกิดมีเรื่องใหม่ผุดขึ้นมาในหัว (ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังพูดอยู่เลย) แล้วคุณก็จะเปลี่ยนเรื่องราวของบทสนทนามาเล่าเรื่องใหม่นั้นชั่วคราว คุณจะต้องมีคำพูดในการเปลี่ยนเรื่องด้วย เช่นว่า “เอ้อๆ นี่!” ซึ่งจะตรงกับภาษาอังกฤษว่า “By the way” ซึ่งมันไม่มีคำแปลภาษาไทยแบบตรงตัวนะครับ ฝรั่งเขาจะใช้วลีหรือกลุ่มคำนี้เสมอ (และ “ต้องใช้เสมอ” ด้วย) มิฉะนั้นผู้ฟังเขาจะงง เพราะเขาจะคิดว่าเรื่องใหม่นั้นมันเป็นเรื่องเดียวกับที่คุณกำลังพูดอยู่ ยกตัวอย่างเช่น

 

 

 

1.) I didn’t go to the office yesterday because I was sick.  Oh, by the way, I’ve brought you some cookies. = เมื่อวานนี้ฉันไม่ได้เข้าที่ทำงานนะ เพราะว่าฉันไม่สบาย ... เอ้อแต่ว่านี่ ฉันเอาคุกกี้มาฝากเธอด้วยล่ะ

 

 

คราวนี้ เวลาที่คุณพูดนอกเรื่องไปสักพักหนึ่ง แล้วคุณต้องการจะกลับมาสนทนาเรื่องเดิมที่คุณเล่าค้างเอาไว้ คุณก็ “ต้อง” พูดคำว่า “Anyway” ด้วย เพื่อเป็นการพูดว่า “โอเค กลับมาเรื่องเดิมนะ” นั่นเอง ตัวอย่างเช่น

 

 

2.) (จากเรื่องราวที่ต่อเนื่องกับในข้อ 1. คุณก็พูดเรื่องสรรพคุณของคุกกี้ที่คุณซื้อมาฝากเพื่อนว่ามันอร่อยอย่างนั้นอย่างนี้ไป แล้วคุณก็กลับมาเรื่องเก่า คือเรื่องที่คุณไม่ได้ไปทำงานเมื่อวาน)

Anyway, my boss was very angry at me not having informed him about my sickness. (ก็กลับมาเรื่องเก่านะ) เจ้านายฉันเขาโกรธฉันมากเลยที่ไม่ได้แจ้งเขาเรื่องที่ว่าฉันไม่สบาย

 

 

ลองไปฝึกใช้ดูกันนะครับ

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 20/12/2015 20:13     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  คำว่า "กระดิก" ภาษาอังกฤษ

 

guest

Post : 16/12/2015 23:34     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  คุณเล่น Facebook หรือเปล่า - แปลเป็นภาษาอังกฤษ

 ถ้าคุณจะถามใครสักคนหนึ่งว่า “คุณเล่น Facebook หรือเปล่า” อย่าไปแปลเป็นภาษาอังกฤษแบบตรงตัวหรือแปลแบบเรียงตัวไปเป็นคำๆนะครับ เพราะมันจะผิดและจะฟังดูตลกด้วย เพราะว่า “play” (แปลว่า “เล่น”) มันหมายความว่า คุณเอาเจ้าตัว facebook มาขยำเล่น อะไรทำนองนั้น

 

ดังนั้น อย่าไปพูดว่า Do you play Facebook? นะครับ (ตลกแย่เลย)

 

ที่ถูกต้อง คุณควรถามสองสามแบบ ตามนี้ครับ

1.) Are you on Facebook? (ประโยคนี้ เขาจะนิยมใช้กันมากหน่อยครับ)

2.) Do you use Facebook?

3.) Do you have a Facebook account? (หรือบางทีฝรั่งสมัยนี้ เขาก็ย่อหรือตัดคำว่า “account” ออกไป เหลือเพียงแค่ Do you have a Facebook? ซึ่งประโยคหลังสุด (ที่ตัดคำว่า “account” ออกไป) ก็มีฝรั่งเจ้าของภาษาบางส่วนเขาออกมาแสดงความเห็นว่า “มันฟังขัดๆหูชอบกล” ดังนั้น เพื่อความที่เราจะทำให้มันฟังดูคล่องๆหู เราก็พูดแบบเต็มๆไปก็แล้วกันนะครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 14/12/2015 01:09     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  คำว่า at all แปลว่าอะไร

ประโยคว่า “ฉันไม่ชอบผู้ชายคนนี้” คือ I don’t like this man.

 

แต่เมื่อมีการเติมคำว่า “เลย” เข้าไปที่ท้ายประโยค ฝรั่งเขาจะเติมคำว่า at allเข้าไป

(โดยมากเขาจะใช้คำนี้ใน “ประโยคคำถาม” และ “ประโยคปฏิเสธ” เท่านั้น – ตามปกติเขาจะ “ไม่ใช้ในประโยคบอกเล่า”)

 

1.) I don’t like this man at all. = ฉันไม่ชอบผู้ชายคนนี้เลย (= ...... โดยสิ้นเชิงเลย)

2.) Don’t you like me at all? = คุณไม่ชอบผมเลยเหรอ

 

มีการใช้คำว่า at allในประโยคบอกเล่าได้เหมือนกันนะครับ คือมาจากเพลงๆหนึ่งที่ชื่อว่า “What Matters Most” แต่งโดย Alan & Marilyn Bergman (เป็นนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน) ประโยคสุดท้ายของบทเพลงนี้คือ …… What matters most is that we loved at all. แปลว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ... ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยรักกันเลย” เป็นความหมายของ “ปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ” ซึ่งแสดงในคำที่มีความหมายเหมือนเป็นประโยคบอกเล่า (= อย่างน้อยเราก็เคยรักกันมาก่อน ถึงแม้จะเป็นแค่เวลาอันสั้น มันก็ยังดี)

 

ถ้าใครสนใจบทเพลง What Matters Most นี้ ผมขอแนะนำนะครับ ความหมายดีมากๆๆๆ แล้วเขาก็ใช้ภาษาสวยด้วย ต้นฉบับร้องโดย Kenny Rankin ร้องเอาไว้เพราะมาก แต่เวอร์ชั่นที่ผมฟังแล้วร้องไห้เลย ก็เคยเวอร์ชั่นที่ร้องโดย Barbra Streisand จาก CD ชุด What Matters Most (ออกเมื่อปี 2011)

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 05/12/2015 22:34     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  Unhappy กับ Not happy ต่างกันอย่างไร

หลายคนคงจะเคยสงสัยว่า “Unhappy” = “Not happy” หรือเปล่า

ความจริงเป็นแบบนี้ครับ Happy (เป็นคำ Adjective) แปลว่า “สุข”

ส่วน Unhappy (ก็เป็นคำ Adjective เช่นกัน) แปลว่า “ทุกข์” (เราอย่าไปท่องว่า Unhappy แปลว่า “ไม่มีความสุข” นะครับ เพราะมันเป็นการแปลแบบหยาบๆ และคร่าวๆ เท่านั้น ซึ่งมันจะทำให้เราไม่เห็นความหมายที่แท้จริงของมัน)

 

ดังนั้นในประโยคที่ว่า I am not happy. (แปลว่า “ฉันไม่มีความสุข” หรือ “ฉันไม่โอเคกับสภาพที่ฉันกำลังเผชิญอยู่”) ในความหมายแบบทั่วๆไปที่คนเราพึงพูดกัน เขาก็จะหมายถึงว่าความหมายในเชิงลบนั่นเอง ซึ่งก็อาจจะมีความหมายโดยนัยเทียบเท่ากับประโยคที่ว่า I am unhappy. ก็ได้ แต่มันก็ไม่ใช่ว่าทั้งสองประโยคที่กล่าวมานั้นจะมีความหมายเทียบเท่ากันเสมอไป

 

อันที่จริง การที่คนเราพูดว่า I am NOT happy. นั้น มันเป็นความหมายในเชิง “ปฏิเสธ” ว่า ฉัน “ไม่ได้” มีความสุขนะ ซึ่งก็หมายความว่า “มันไม่ใช่ว่าฉันจะมีความสุขนะ” [ซึ่งในความเป็นจริงก็คือ ฉันอาจจะ “เป็นทุกข์” หรืออาจจะเป็นแค่ “ความรู้สึกเฉยๆ คือไม่ได้สุข แต่ก็ไม่ได้ทุกข์” ก็ได้

 

แต่ I am unhappy. ไม่ใช่ความหมายในเชิงปฏิเสธแต่อย่างใด เพราะมันมีความหมายว่า “ฉันมีความทุกข์ใจอ่ะ” (ซึ่งถือว่าเป็น “ประโยคบอกเล่า” – ไม่ใช่ประโยคปฏิเสธนะครับ)

 

ถ้าใครช่างสังเกตสักหน่อย หรือว่าคุ้นเคยกับไวยากรณ์ภาษาอังกฤษในเรื่อง Question Tag แล้วล่ะก็ คุณน่าจะเข้าใจความแตกต่างของสองคำนี้ได้ไม่ยาก ลองมาดูประโยคใน Question Tag กันครับ

 

1.) You’re NOT happy, are you? – คุณไม่ได้มีความสุข, มันเป็นอย่างนั้นใช่มั้ย (ประโยคเริ่มต้นเป็น “ประโยคปฏิเสธ” ดังนั้น Tag ที่ห้อยท้าย ต้องเป็นประโยคที่ “ไม่มี not”)

 

2.) You’re unhappy, aren’t you? – คุณมีความทุกข์อ่ะ, มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอกหรือ (ประโยคเริ่มต้นเป็น “ประโยคบอกเล่า” ดังนั้น Tag ที่ห้อยท้าย ต้อง มี not”)

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 02/12/2015 23:56     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  คำคมสอนใจ-1 (มหาตมะ คานธี)

 ฉันขอมองแต่เฉพาะ "ข้อดี" ของผู้อื่นเท่านั้น เพราะตัวฉันเองก็ไม่ได้ดีเด่แบบไร้ที่ติ ฉันจึงไม่บังอาจเที่ยวไปเสาะหาข้อเสียในตัวคนอื่นหรอก

 

คำพูดดั้งเดิมภาษาอังกฤษ (หรือที่เรียกว่า “Quote” นั่นเอง) ของ มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) ก็คือ

I look only to the good qualities of men.  Not being faultless myself, I won’t presume to probe into the faults of others.

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 30/11/2015 01:35     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  คำว่า "ชวน" ภาษาอังกฤษ

 คำว่า “ชวน” ในภาษาอังกฤษนั้น เขาไม่มีคำเป๊ะๆ เอาไว้ให้เราใช้นะครับ แต่เขามีคำอื่นที่จะมาประกอบกันแล้วได้ความหมายเหมือนคำว่า “ชวน”

 

มีหลายคนเข้าใจผิดว่า V. to invite (เชิญ) จะแปลว่า “ชวน” ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ใช่นะครับ เพราะคำว่า invite มันหมายถึงว่า เราเชิญเขาไป โดยที่เขาไม่ต้องออกเงิน แต่เวลาที่เราชวนใครสักคนหนึ่งไปทำอะไรนั้น เราแค่เอ่ยปากบอกเขา เพราะเราคิดว่ามันจะดี หรือสนุกกว่า ในการที่จะมีเขาไปกับเรา (ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะไปออกเงินเลี้ยงเขา) ดังนั้นเราอย่าเผลอไปพูดว่า invite ใคร เชียวนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นคุณต้องออกเงินเลี้ยงเขาด้วย เช่น

 

I would like to invite you to dinner with me at Oriental Hotel.

ฉันอยากจะขอเชิญให้คุณมาทานอาหารเย็นกับฉันที่โรงแรมโอเร็นเต็ลอ่ะค่ะ

(=เขาอาจจะเข้าใจว่าเขาไม่ต้องออกเงิน เพราะคุณน่าจะเลี้ยงเขา เพราะคุณเชิญเขาไปร่วมงาน)

 

หรือบางคนก็เข้าใจผิดว่าจะใช้ V. to persuade (= เชิญชวนแบบโน้มน้าวใจ แบบที่ต้องคะยั้นคะยอหลายๆครั้งพร้อมกับต้องมีการอธิบายถึงเหตุผลที่เขาคนนั้นควรจะทำด้วย) หรือ V. to coax (ชวนแบบโน้มน้าวใจ เนื่องจากคนๆนั้นเขาไม่อยากจะทำสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ) ซึ่งทั้งสองคำที่ว่ามานี้ ไม่ใช่ทั้งสิ้น

 

ดังนั้น เวลาที่คุณอยากจะพูดว่า “นี่เมลานี่! ฉันอยากจะชวนเธอไปออกกำลังกายเป็นเพื่อนฉันหน่อยอ่ะ” คุณน่าจะพูดว่า Hey, Melanie!  I’d like you to go to the gym with me.

หรือ ......

 

วันเสาร์นี้ ฉันไปงานเลี้ยงวันเกิดเธอไม่ได้แล้วล่ะ เพราะน้องชายฉันเขาชวนฉันไปเชียงใหม่กับเขาอ่ะ (เขาชวนเราไป แต่เขาให้เราออกเงินค่าโรงแรมของเราเอง) = I can’t come to your birthday party this weekend because my brother asked me to go to Chiangmai with him. หรือ … my brother wants me to go to Chiangmai with him.

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 26/11/2015 00:02     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  แฟน "ไม่เห็นหัว+เห็นคุณเป็นของตาย" ภาษาอังกฤษใช้ว่าอะไร

 เวลาที่แฟนคุณ ไม่เห็นหัวคุณ, ไม่แยแสคุณ, ละเลยไม่ใส่ใจคุณ, ไม่ซาบซึ้งในสิ่งดีๆที่คุณทำให้, ไม่เห็นค่าหรือความสำคัญของคุณ, เห็นคุณเป็นของตาย การกระทำเหล่านี้เป็นสำนวนที่เป็นคำกริยาแบบสั้นๆในภาษาอังกฤษว่า to take (somebody/something) for granted

 

เวลานำไปใช้ ก็เช่นเดิมกับที่เคยบอกไว้ทุกครั้งนะครับ คืออย่าลืมดู Tense ให้เหมาะสมด้วย มาดูตัวอย่างประโยคกันครับ

 

1.) Most people take their health for granted. (คนส่วนใหญ่มักจะละเลยไม่ใส่ใจกับสุขภาพของตนเอง)

 

2.) Children nowadays tend to take their parents for granted. (พวกลูกๆสมัยนี้ มีแนวโน้มที่จะเห็นพ่อแม่เป็นของตาย – คือไม่ค่อยซาบซึ้งในบุญคุณและสิ่งดีๆที่พ่อแม่ทำให้)

 

3.) That woman has been very nice to her boyfriend, but he’s always taken her for granted. (ผู้หญิงคนนั้นเขาออกจะดีแสนดีกับแฟนของหล่อน แต่ผู้ชายอ่ะสิ กลับทำกับหล่อนเหมือนหล่อนเป็นของตาย คือไม่เคยรู้สึกยินดีหรือขอบคุณกับสิ่งดีๆที่หล่อนทำให้เลย)

 

4.) Peter is such a wonderful and gifted saxophonist but his talent has been taken for granted all through his career. (ปีเตอร์เป็นนักเป่าแซ็กโซโฟนที่มีพรสวรรค์และเยี่ยมยอด แต่พรสวรรค์หรือความสามารถของเขากลับถูกมองข้าม (ได้รับคำชื่นชมเท่าที่ควร) มาตลอดช่วงเวลาการเป็นนักดนตรีของเขา)

 

5.) This singer has a very beautiful voice but it's too bad (that) he takes it for granted. (นักร้องคนนี้เขาเสียงเพราะมากเลย แต่น่าเสียดายที่เขากลับไม่ได้ชื่นชมยินดีกับเสียงอันไพเราะของเขาแล้วก็แถมยังไม่ค่อยได้ดูแลใส่ใจมันด้วย)

 

คำทิ้งท้ายจากเราในวันนี้ (ไปแปลกันเองนะครับ) Once you’ve found someone who really loves you, please DON’T ever take him or her for granted.

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 หรือ รามคำแหง 53)

guest

Post : 23/11/2015 19:50     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  คำว่า "ข้าวบูด" ภาษาอังกฤษ

 ถ้าจะพูดคำว่า “บูด” ในภาษาอังกฤษ เขาจะไม่มีคำๆเดียวที่แปลว่า “บูด” นะครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เขาจะใช้คำ Adjective ว่า badและใช้ควบคู่กับคำกริยาว่า “Verb to go” ซึ่งมันจะไม่ได้แปลว่า “ไป” แต่จะแปลในทำนองว่า “เปลี่ยนไปเป็นลักษณะ” แล้วเวลาเป็นประโยค เราก็จะต้องปรับ Tense ให้เหมาะสมด้วย เช่น

แม่! ข้าวบูดแล้วอ่ะ (ต้องปรับ Tense เป็น Present Perfect ด้วย เป็นว่า) Mom, the rice has gone bad.

ดังนั้น เราสามารถเอาประโยคนี้ไปพลิกแพลงใช้กับเหตุการณ์อย่างอื่นที่มีของเสียหรือของบูดได้ เช่น

ขนมปังมันขึ้นราแล้วอ่ะ = The bread has gone bad.

ยาน้ำของเรามันแยกตัว หรือว่ามันใช้ไม่ได้แล้ว (ซึ่งก็แปลว่า “เสียแล้ว” นั่นเอง) = The medicine has gone bad.

 

ลองเอาไปฝึกใช้เรื่อยๆนะครับ

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง – Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53

guest

Post : 15/11/2015 23:16     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  ข้อความภาษาอังกฤษ-แสดงความเสียใจแก่ผู้เคราะห์ร้าย

เราขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียในฝรั่งเศสทุกท่าน ... สำหรับบทความในครั้งนี้ เราขอเสนอการเขียนข้อความแสดงความเสียใจแก่ผู้เคราะห์ร้ายและผู้ที่สูญเสียคนรักไป

 

เวลาที่คุณต้องการจะส่งข้อความแสดงความเสียใจแก่ผู้เดือดร้อนและทุกข์ยาก คุณสามารถขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า My heart goes out to … หมายความว่า “ฉันรู้สึกเห็นใจและรู้สึกเสียใจกับ ...” หรืออาจจะขึ้นต้นด้วย I feel for … หรือ My heart feels for … ซึ่งก็มีความหมายในทำนองเดียวกัน

 

1.) ฉันขอแสดงความเห็นใจจากใจจริงแก่ผู้เดือดร้อนในฝรั่งเศสทุกท่านและครอบครัวของพวกเขา My heart goes out to all the victims in France and their families.

 

2.) ฉันขอส่งความเห็นใจไปสู่ชาวฝรั่งเศสทุกท่าน = My heart goes out to all the French people.

 

3.) ฉันขอแสดงความเสียใจและความเห็นใจแก่ทุกครอบครัวของผู้เคราะห์ร้ายในฝรั่งเศส My sympathies are with the families of the victims in France.

 

4.) ฉันขอส่งความเห็นอกเห็นใจจากใจจริงให้แก่ทุกครอบครัวของผู้เคราะห์ร้ายในฝรั่งเศส I would like to send my true sympathy to all the families of the victims in France.

 

5.) ขอส่งความเห็นอกเห็นใจของฉันให้แก่ทุกครอบครัวของผู้เคราะห์ร้ายในฝรั่งเศสทุกท่าน My sympathies go out to all the families of the victims in France.

 

6.) ฉันรู้สึกเห็นใจชาวฝรั่งเศสทุกท่าน My heart feels for all the French.

 

7.) ฉันรู้สึกเห็นใจและเสียใจกับผู้เคราะห์ร้ายและครอบครัวของพวกเขา I truly feel for all the victims and their families.

 

8.) ฉันจะขอส่งความไว้อาลัยให้แก่ทุกครอบครัวที่สูญเสียคนรักไปในเหตุร้ายในฝรั่งเศส I would like to extend my condolences to all the families that lost their loved ones in the calamity in France.

 

คำทิ้งท้ายจากเราในตอนนี้ก็คือ (ลองแปลกันเองนะครับ)

May peace return to our planet and, also, be with us all!

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 15/11/2015 18:57     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  กินมูมมาม-ภาษาอังกฤษ

คำกริยาว่า กินมูมมามในภาษาอังกฤษ เขาใช้ว่า “pig out” หรือถ้าจะใช้ศัพท์ให้ฟังดูดีหน่อยก็จะเป็นคำว่า devour(ออกเสียงว่า “ดิ-วาว-เออะ”) เป็นคำกริยา แปลว่า “กินอย่างรวดเร็วเพราะว่าหิว” (เหมือนที่เราพูดแบบคะนองปากในภาษาไทยว่า “ยัดอาหารเข้าปากอย่างรวดเร็ว” นั่นเอง)

 

เราเคยย้ำกันเสมอว่าเวลาจะใช้ verb ทุกคำ อย่าลืมว่าเราจะต้องดู Tense ด้วย ดังนั้นเราลองมาดูกันเลยครับว่า เราจะใช้คำว่า “pig out” ในประโยคทำนองไหนได้บ้าง

 

1.) Last night, I saw your son pig out on french fries. เมื่อคืนนี้ ฉันเห็นลูกชายคุณฟาดเฟร้นช์ฟรายส์แบบมูมมามเลย

 

2.) Hey, Son!  If you really want to pig out, you should only do it at home. นี่ลูกถ้าเกิดลูกอยากจะมูมมามจริงๆเนี่ย ลูกก็ควรจะทำตอนอยู่บ้านนะลูก (ไม่ควรมาทำนอกบ้าน อายเขา!)

 

3.) This morning, I didn’t have much time for breakfast, so I pigged out. เมื่อเช้านี้ ฉันมีเวลาทานข้าวไม่มาก ดังนั้นฉันก็เลยต้องรีบๆยัดเข้าไป (= กินอย่างมูมมาม)

 

4.) I know I’m going to miss my flight, so I’m pigging out. ฉันรู้น่ะ ว่าฉันกำลังจะตกเครื่องบินอยู่แล้ว ฉันก็เลยรีบยัด (= ยัดอาหารเข้าปาก) อยู่นี่ไง

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 09/11/2015 11:50     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  pick me up กับ pick up me ต่างกันอย่างไร

 หลายๆท่านคงจะคุ้นเคยกับกลุ่มคำในภาษาอังกฤษ (วลี) ที่ว่า pick me upซึ่งแปลว่า  “รับฉันขึ้นรถ” หรือ “อุ้มฉันหน่อย” (เช่น เวลาเด็กเล็กๆ จะขอให้พ่อแม่อุ้ม เขาก็จะพูดว่า pick me up

 

แต่ว่าเวลาที่เราจะขับรถไปรับใครสักคนหนึ่งเพื่อขึ้นรถเรา เราก็จะใช้ว่า pick someone (โดยจะมีคำว่า “up” หรือไม่มีก็ได้)

 

แต่หลักการใช้สำนวนนี้ โดยสรุปแบบสั้นๆ ที่คุณห้ามไปโดนข้อสอบที่ไหนหลอกมาเด็ดขาดเลย นั่นก็คือ

Pick my mom up. สลับที่เป็น Pick up my mom. ได้

แต่ Pick me up. ห้ามสลับเป็น Pick up me. เด็ดขาด (เพราะมันผิดไวยากรณ์ ... ห้ามใช้นะครับ)

 

คราวนี้เวลาที่เราจะใช้ “คำกริยา + กรรม + preposition (เรียก adverb จะเหมาะสมกว่า)”

(ซึ่งอันที่จริงเจ้า preposition ที่เราเห็นนี้ เวลาที่เขาละ “กรรม” ที่จะวิ่งเข้ามาตามหลังมันไป มันก็จะเปลี่ยนหน้าที่จาก preposition ไปเป็น “adverb” นั่นเอง แต่ก็ช่างมันเถอะ นักภาษาศาสตร์เขาจะเรียกมันว่าอะไรก็ช่าง ขอแค่เราใช้เป็น ไม่รู้สึกสับสนกับมันก็พอแล้ว)

 

เราอาจเลื่อนหรือสลับตำแหน่งคำว่า “up” ไปเล็กน้อยก็ได้ แล้วมันก็จะทำให้ความเปลี่ยนไปเล็กน้อยด้วย เพราะคำที่เน้นมันแตกต่างกัน ยกตัวอย่างประโยคเช่น

 

Yesterday, I picked up my mom at the bus terminal and rushed off to the restaurant.

หรือ At the bus terminal yesterday, I picked my mom up and rushed off to the restaurant.

(เมื่อวานนี้ ฉันขับไปรับแม่ที่สถานีรถ บขส. แล้วก็รีบขับไปร้านอาหารทันทีเลย)

 

She picked up the letter and read it.

หรือ She picked the letter up and read it.

(หล่อนหยิบจดหมายนั่นขึ้นมาอ่าน)

 

Yesterday when I was driving to New Hope, I picked up a hitchhiker.

(เมื่อวานนี้ตอนฉันขับรถไป New Hope อ่ะ ฉันรับคนที่โบกรถข้างถนนขึ้นรถมาด้วยล่ะ)

หรือสลับคำว่า “up” เป็น: I picked the hitchhiker up and let him off only three minutes after.

(ฉันรับคนโบกรถให้ขึ้นมาบนรถฉัน แล้วก็ปล่อยเขาลง ในชั่วเวลาเพียงแค่ 3 นาที หลังจากที่รับเขาขึ้นมา)

 

แต่ถ้าประโยคที่มี “กรรม” เป็น “คำสรรพนาม” (pronoun) มันจะวางได้ตำแหน่งเดียวเท่านั้น (ห้ามสลับตำแหน่งของ “up” เด็ดขาด เพราะถ้าสลับไป มันจะผิดทันที)

He picked up my mom. เราสามารถสลับตำแหน่งคำได้เป็น He picked my mom up. (ความหมายเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ทั้งสองประโยคก็ไม่ได้ผิดไวยากรณ์) แปลว่า: “เขาอุ้มแม่ฉันขึ้น”

 

He picked me up. (ใช้ได้แค่แบบเดียว) ห้ามเปลี่ยนเป็น He picked up me. เด็ดขาด (เพราะมันผิด)

 

ดังนั้น ทุกครั้งที่ “กรรม” เป็น “pronoun” (สรรพนาม) คุณจะใช้ได้แค่แบบเดียวเสมอนะครับ อย่าไปโดนข้อสอบที่ไหนหลอกมาเด็ดขาด

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest
yodpant
- Guest -

Post : 05/11/2015 09:43     Forum: สอบถาม  >  คอร์ส สอนภาษาอังกฤษผ่าน you tube

เรียน อาจาร์ย Thai Biz

ผมอยากทราบว่ายังมีคอร์ส สอนภาษาอังกฤษผ่าน you tube มั๊ยครับ ผมหารายละเอียดไม่เจอใน web เมื่อก่อนผมเคยอ่านแล้วมีรายละเอียด รบกวนแจ้งด้วยครับ

ยอดพันธุ์

guest

Post : 04/11/2015 00:06     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  "กินเก่ง" และ "ขอให้อร่อยนะ" ภาษาอังกฤษ

 คราวนี้เวลาที่คุณอยากจะพูดว่า “กินเก่ง” เนี่ย  เราจะพูดภาษาอังกฤษ  โดยใช้คำกริยา (verb) ว่า “มี” (to have) + คำนามคำเดิมกับที่เสนอไปครั้งที่แล้ว คือคำว่า appetite แปลว่า “ความอยากอาหาร” ยกตัวอย่างเช่น

 

1.) เวลาเห็นเด็กน้อยในรูปของโพสต์อันนี้ ที่สนุกกับการกินอาหารอย่างมาก เราก็อาจจะพูดว่า (โห เบ็นจามิน! กินเก่งจังเลยนะลูก) Oh, Benjamin! You have a good appetite.

เมื่อแปลตรงตัวจะได้ว่า “คุณมีความอยากอาหารในระดับที่ดีเลยนะ”

 

หรืออาจใช้คำว่า “healthy” แทนคำว่า “good” ก็ได้ ... จะเป็นว่า Oh, you have a healthy appetite.

 

2.) (คราวนี้เวลาที่เราจะบอกเพื่อนว่า “ขอให้กินข้าวให้อร่อยนะ” ก็ใช้ว่า)

Enjoy your meal! (แปลแบบตรงตัว: ขอให้อร่อยกับมื้ออาหารของคุณนะ)

หรือ Enjoy your lunch! (แปลแบบตรงตัว: ขอให้อร่อยกับอาหารเที่ยงนะ)

หรือ Enjoy your dinner! (แปลแบบตรงตัว: ขอให้อร่อยกับอาหารเย็นนะ)

 

3.) เวลาที่เรานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับคนอื่น แล้วเราอยากจะเป็นฝ่ายพูดก่อนว่า “กินกันได้แล้วล่ะ” (อาจจะเป็นเพราะคุณเริ่มหิวแล้ว แล้วก็อยากจะกินเสียที ไม่อยากรออะไรอีกต่อไปแล้ว) ฝรั่งเขาก็จะพูดในความหมายว่า “ขอให้เจริญอาหารนะ”

โดยที่เขาจะเอาคำในภาษาฝรั่งเศสมาพูด (เพราะเขารู้สึกว่าการใช้คำภาษาฝรั่งเศสมันทำให้เขาดูไฮโซฯ ขึ้นมาทันที) ซึ่งคนอังกฤษและอเมริกันเขาจะรู้จักศัพท์คำนี้กันหมดทุกคน (ถึงแม้ว่ามันจะมาจากภาษาฝรั่งเศสก็ตาม) และคุณก็สามารถเอาไว้พูดได้โดยไม่ต้องห่วงว่า เอ๊ะ เขาจะรู้เรื่องหรือเปล่าเนี่ย คำนั้นก็คือ

Bon appetit! (ออกเสียงว่า: บ็อน/บน (ออกปนๆกันระหว่าง “บ็อน” กับ “บน”) อะ-เผะ-ที) เนื่องจากในภาษาฝรั่งเศส เขาจะไม่ออกเสียง “ตัวสะกด” ดังนั้นเขาจึงไม่ออกเสียงเป็น “บ็อน อะ-เผะ-ติท” (อย่าออกเสียงว่า “ติท” ตรงท้ายเด็ดขาด)

 

ดังนั้น จากนี้ไป เวลาที่คุณไปทานข้าวกับใครก็ตาม (รวมถึงว่าไปทานกับแฟนแค่สองคนด้วย) เวลาที่อาหารมาเสิร์ฟแล้ว คุณก็เชิญชวนบอกแฟนของคุณว่า “ลงมือทานกันเถอะครับ” มันก็จะตรงกับภาษาอังกฤษ (อันที่จริงควรจะพูดว่า มันตรงกับภาษาฝรั่งเศสต่างหาก) ว่า Bon appetit!

 

บทสนทนาจะออกมาเป็นแบบนี้คือ ...

ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม: (ลงมือทานกันเถอะ/ขอให้เจริญอาหารนะ) Bon appetite!

แฟนของเขา: Thank you. Bon appetite! (ตามธรรมเนียมก็คือ เราควรขอบคุณเขา พร้อมกับพูดประโยคเดียวกันกลับไปนั่นเอง)

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 01/11/2015 21:24     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  ทานข้าวไม่ลง - ภาษาอังกฤษ

 เวลาที่คุณ “ทานข้าวไม่ลง” เราจะพูดภาษาอังกฤษ  โดยใช้คำกริยา (verb) ว่า lose appetite หรือ lose one’s appetite

 

โดยที่ lose เป็นคำกริยา แปลว่า “ทำหาย” หรือ “สูญเสีย”

และ appetite เป็นคำนาม แปลว่า “ความอยากอาหาร”

 

เวลามารวมตัวกัน มันจึงตรงกับภาษาไทยว่า “ทานข้าวไม่ลง” และเวลานำไปใช้ เจ้าของภาษาเขามักจะใช้โครงสร้างว่า:

lose + คำที่แสดงความเป็นเจ้าของ (ของ “ประธาน” ในประโยคนั้น) + appetite

เช่น I lose my appetite. แต่คุณต้องปรับเปลี่ยนตัว “verb to lose” ให้เป็น tense ที่เหมาะสมด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

1.) I don’t feel like eating anything – I’ve lost my appetite! (ฉันไม่รู้สึกอยากกินอะไรเลยอ่ะ – ฉันไม่มีความอยากอาหารเลยอ่ะ – ก็หมายถึงว่า ฉันทานข้าวไม่ลงนั่นเอง)

 

2.) Watching open-heart surgery on TV made me lose my appetite. (ดูรายการทีวีที่โชว์การผ่าตัดหัวใจ ทำให้ฉันทานข้าวไม่ลงเลย)

 

3.) After that gory movie, I’m afraid I’ve lost my appetite. (หลังจากที่ดูหนังโหดๆ เลือดท่วมจอแบบนั้น ตอนนี้ฉันว่าฉันชักจะทานข้าวไม่ลงแล้วล่ะ)

 

Before I close this post, I would like to wish you a good appetite in every of your meals. (ก่อนที่ผมจะปิดท้ายในการโพสต์ครั้งนี้ ผมอยากจะขออวยพรให้คุณมีความเจริญอาหารในทุกๆมื้อนะครับ)

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

처음 이전 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 다음 끝