Support
www.thaibizsolutions.com
095-979-9890
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 26/10/2015 00:14     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  Persons กับ People คำไหนถูก

 ถ้าคุณเคยสงสัยว่าเวลาจะใช้คำว่า “Person” ในฐานะคำที่เป็นพหูพจน์ คุณควรใช้ “Peopleหรือ Persons ดีล่ะ

 

ตอบแบบสั้นๆและเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่สนใจนะครับ ก็คือว่า .....

 

คุณควรใช้คำว่า “People” ไปตลอด จะปลอดภัยที่สุด และฟังดูเป็นธรรมชาติที่สุด (โดยที่คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องมาสนใจแยแสที่จะใช้ว่า “Persons” เลยก็ได้)

 

ถึงแม้ว่า ในวันข้างหน้าคุณจะไปเจอเจ้าของภาษาบางคนที่เขาใช้ “Persons” คุณก็แค่ยอมรับมันไป แต่เวลาคุณจะใช้มันในฐานะพหูพจน์ คุณก็ใช้ “People” ไปเถอะครับ โอเคที่สุดแล้ว

 

คราวนี้เรามาดูกันว่า แล้วอันที่จริงมันมีความแตกต่างกันอย่างไร หรือว่าไอ้เจ้าคำว่า “Persons” มันมีใช้อยู่จริงๆ หรือเปล่า

 

คำตอบก็คือว่า (ผมได้ทำวิจัยและหาข้อมูลสะสมไว้นานหลายปีแล้วครับ) ในภาวะปกติเวลาที่เราต้องการจะสื่อสารความหมายให้เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในทุกกรณี คุณต้องใช้ “People” ทุกครั้ง (อย่าใช้ “Persons” เพราะเจ้าของภาษาเขาจะเกิดอาการ “ยี้” เวลาได้ยินคนใช้มันแบบผิดๆ และแบบพร่ำเพรื่อ)

 

แต่เจ้าของภาษาที่เขาใช้ “Persons” (แบบเป็น “พหูพจน์”) นั้น เขาจะใช้มันในยามที่ “เขาต้องการจะเน้นไปที่การนับจำนวนหน่วย แล้วเน้นความหมายไปที่การนับหน่วยนั้นๆ แบบเป็นคนเดี่ยวๆในแต่ละบุคคล (ไม่ใช่เน้นไปที่ความหมายของการกระทำหรือไม่ได้เน้นไปที่เหตุการณ์ที่ต้องการจะสื่อสาร)” ยกตัวอย่างเช่น

 

1.) This elevator can hold up to 16 persons. (ลิฟท์ตัวนี้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 16 ท่าน)

 

2.) (เช่น เวลาเกิดอุบัติเหตุ ตำรวจอาจสงสัยว่ารถยนต์ที่คุณขับไปนั้น มันบรรทุกคนเกินจำนวนหรือเปล่า แล้วเขาก็อาจจะถามคุณว่า:) How many persons traveled in that car with you? (มีบุคคลจำนวนกี่ท่านที่เดินทางไปในรถคันนั้นพร้อมกับคุณ)

 

3.) Attention, please!  Eight persons must share each of the single rooms on the third floor. (โปรดฟังหน่อยครับ คือว่า บนชั้นสามเนี่ย ในแต่ละห้องซึ่งเป็นห้องเดี่ยว จะต้องมีคน 8 คน อยู่ร่วมห้องเดียวกันนะครับ (“ห้องเดี่ยว” หรือ single room หมายความว่า ห้องขนาดเล็กที่เขาทำไว้สำหรับให้บุคคลคนเดียวเขาพัก)

 

4.) Between 1980 and 2002, 16,556 refugees and displaced persons were resettled in New Zealand under the Refugee Quota Program. [จาก นสพ. New Zealand Herald] (ในระหว่างปี พ.ศ. 2523 ถึง พ.ศ. 2545 มีผู้อพยพลี้ภัยและผู้ที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่จำนวน 16,556 ราย ไปตั้งรกรากในประเทศนิวซีแลนด์ภายใต้โครงการแผนรองรับผู้อพยพลี้ภัย)

 

สมมุติว่าถ้าคุณจะใช้คำว่า “People” แทนคำว่า “Persons” ใน 4 ประโยคข้างต้นนั้น ผมมั่นใจว่าเจ้าของภาษาทั้งหลายเขาก็จะไม่มาสะดุดหรือมาต่อว่าคุณ ว่าใช้ไวยากรณ์ผิดอย่างแน่นอน

 

แต่ผมเชื่อว่าคุณๆทั้งหลายน่าจะเคยผ่านประสบการณ์ที่เจอคนใช้คำว่า “Persons” กันมาบ้าง ทั้งใช้แบบที่ผิด แล้วก็ทั้งใช้แบบที่ถูก (ผมเองก็เคยเจอมาบ้างเหมือนกัน) อย่างเวลาที่ผมจะกรอกใบผ่านเข้าเมืองของบางประเทศ ผมก็เจอคำถามที่เขาใช้คำว่า “Persons” เหมือนกัน แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ ... อย่าไปปวดหัวกับมันเลย (เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น) คุณจะเพิกเฉยและไม่ใส่ใจมันเลยก็ยังได้ คราวนี้ลองมาดูประโยคปกติๆ ที่เขาใช้ “People” กันบ้างครับ

 

1.) Three people were interviewed for the job, but only one person had the right qualifications and experience. (มี 3 คนที่ถูกสัมภาษณ์เพื่อเข้ารับตำแหน่งงาน (งานนั้น) แต่ว่ามีเพียงคนเดียวที่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่เหมาะสม)

 

2.) The advertising is aimed at young people. (การโฆษณานั้นมุ่งเป้าไปที่คนหนุ่มสาว)

 

3.) Hey, there are 2 people waiting for you at the gate! (นี่! มีคนสองคนมารอคุณอยู่ที่หน้าประตูรั้วอ่ะ)

 

4.) How many people were at the concert last night? (ที่งานคอนเสิร์ตเมื่อคืนนี้ มีคนมาดูกี่คนอ่ะ)

 

5.) The plane crash killed 370 people. (เครื่องบินตกในครั้งนั้นได้คร่าชีวิตคนไป 370 คน)

 

6.) Many people visit the park every day. (ในแต่ละวัน มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาเที่ยวที่สวนสาธารณะแห่งนี้)

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 23/10/2015 00:29     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  This is he. หรือ This is him. กันแน่?

การรับสายโทรศัพท์ของคนที่โทร.มา  แล้วเขาขอสายคุณ (แล้วคุณก็บังเอิญรับสายพอดี)

(สมมติว่าตัวคุณชื่อ Larry)  วันหนึ่งมีผู้แทนบริษัทขายประกันฯ โทร.เข้ามาที่บ้านของคุณ แล้วเขาก็พูดว่า May I speak to Mr. Larry Kramer? (ขอสายคุณแลรี่ เครมเมอร์หน่อยค่ะ) แล้วคุณก็ตอบ “นี่ผมแลรี่ พูดอยู่ครับ” ในภาษาอังกฤษที่คนอังกฤษหรืออเมริกัน (เจ้าของภาษาอังกฤษ) ที่เขาจะตอบกับเจ้าหน้าที่บริษัทขายประกันท่านนั้นคือ 1 ใน 4 ตัวเลือกที่เราเลือกมาให้คุณได้ลองตอบดู

a.)   This is me.

b.)  This is I.

c.)   This is him.

d.)  This is he.

คุณเชื่อหรือไม่ว่า ในบรรดาผู้ที่เราสำรวจเกิน 100 คน มีเกินกว่า 95% ที่ตอบข้อนี้ผิด แล้วเขาก็จะเลือกคำตอบที่ “ถูก” เป็นตัวเลือกสุดท้ายเสียด้วย (จากตัวเลือกทั้งหมด 4 ข้อ)

 

คำตอบที่ถูกคือ ข้อ d.) This is he.

 

บางท่านคงจะอึ้ง เมื่อพบกับคำเฉลยของคำถามนี้ ….. เราไม่ได้เฉลยผิดนะครับ ข้อนี้คนอังกฤษและอเมริกันเขาจะรู้กันดี แล้วเขาก็จะเลือกช้อยส์ข้อ d.) ด้วย เหตุผลที่ว่า เวลามีคนโทรศัพท์เข้ามาแล้วขอสายเรา แล้วเราก็ดันเป็นคนที่รับสายนั้นพอดี การตอบที่ถูกต้อง (ตามหลักของภาษาอังกฤษนะครับ ไม่ใช่ตามหลักการคิดแบบของภาษาไทย) เราก็ต้องตอบว่า “นี่แหละ คือเขาผู้ชายคนนั้น (ที่กำลังพูดอยู่)” ซึ่งถ้าจะเขียนแบบเต็มๆ ก็คือ This is he (who’s speaking). ไม่ใช่ This is him (who’s speaking). เนื่องจากคำว่า ‘him’  เป็น “กรรม” (แปลว่า เป็น “ตัวจบ” ของประโยคนี้) ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ตอบในการสนทนาแบบนี้ เพราะคนที่ชื่อ Larry ยังมีส่วนที่เหลือของประโยคที่ว่า “who’s speaking” หลงเหลืออยู่ในหัว (ที่ไม่ได้พูด) ดังนั้น เขาก็เลยต้องเลือกคำว่า ‘he’ ซึ่งเอาไว้ใช้ในฐานะ “ประธาน” ของประโยคที่เหลือ (ที่ว่า “who’s speaking”) หรือประโยคทางเลือกที่คุณสามารถใช้ในเหตุการณ์นี้ได้อีกก็คือ This is Larry speaking. (นี่แลรี่พูดอยู่ครับ)

 

ส่วนอีกสองประโยคที่ใช้ว่า This is me. หรือ This is I. นั้น ใช้ไม่ได้เลยสักอัน เพราะในการตอบคำถามแบบนี้ เขาถามถึงบุคคลที่ชื่อ Larry (ซึ่งผู้ถาม เขาคิดถึงคนที่ชื่อ Larry เป็น “บุรุษที่สาม” คือผู้ที่ถูกกล่าวถึง) ดังนั้นคำตอบก็ต้องพูดถึงบุคคลที่สาม คือ ‘he’ หรือ ‘him’ นั่นเอง

 

แต่ถ้าคำถามในการสนทนาเป็นเรื่องอื่นสิ ผู้ตอบอาจจะตอบ This is him. หรือ This is me. ก็ได้ แล้วแต่เรื่องราว เช่น

 

ตัวอย่างที่ 1:

ผู้ถาม: (พูดถึงเด็กน้อยที่อยู่ในรูปถ่าย) Who is this boy in the dark room? (แล้วตอนที่ถาม ก็เอานิ้ว ชี้ลงไปที่รูปเด็กคนนั้น) (คำแปล: ใครคือเจ้าเด็กน้อยที่อยู่ในห้องมืดนั้นอ่ะ)

ผู้ตอบ: This is me. หรือ It’s me. (นี่คือฉันเอง)

 

ตัวอย่างที่ 2:

เหตุการณ์: เรากำลังตามหาหัวขโมยที่แอบเข้าไปขโมยของในออฟฟิศของเราเมื่อคืนนี้ ในตอนสาย เราก็มาเปิดดูวิดีโอกล้องวงจรปิด แล้วก็จำหน้าผู้ชายคนที่เป็นหัวขโมยนั้นได้ จากนั้น ตัวคุณกับเพื่อนของคุณก็พยายามช่วยกันตามหาผู้ชายคนนั้นอย่างจ้าละหวั่น พอตอนบ่ายหลังจากที่คุณทานข้าวเที่ยงเสร็จ คุณก็เดินไปซื้อของในห้างสรรพสินค้า แล้วคุณก็เห็นผู้ชายหัวขโมยคนนั้นบังเอิญเดินผ่านหน้าคุณพอดีเลย คุณก็เลยเรียกให้เพื่อนของคุณดูผู้ชายคนนั้น แล้วก็พูดว่า: “Hey, it’s him!” (แปล: เฮ้ยนี่ไง ไอ้ผู้ชายคนนั้นไง) แบบนี้คุณใช้ ‘him’ ได้เพราะประโยคของคุณมันจบแค่นั้น ในหัวของคุณไม่ได้ไปคิดถึงประโยคที่เป็นส่วนขยายที่ติดตามมา

 

จากนี้ไป เวลามีคนโทร. มาหา แล้วขอสายคุณ แล้วคุณก็บังเอิญเป็นคนรับสายพอดี คราวนี้ก็รู้แล้วนะครับว่าควรจะตอบว่าอะไรดี (โชคดีนะครับ)

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53)

guest

Post : 18/10/2015 22:02     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  I will call you. หรือ I will call to you. อันไหนถูก?

มีคนไทยใช้คำว่า “call” นี้ ผิดกันเยอะจริงๆครับ

เนื่องจากคำว่า call มันเป็นได้ทั้ง คำกริยา (Verb) และคำนาม (Noun) และด้วยเหตุนี้ก็เป็นได้ที่มันทำให้คนไทยที่เราไปจำประโยคหนึ่งมา ซึ่งมีการใช้ในฐานะคำนาม แล้วก็คิดว่ามันจะเป็นเหมือนกันเวลาที่เราเอามันมาใช้ในฐานะคำกริยา

 

วิธีการใช้ที่ถูกมีดังนี้ครับ

     1.) ถ้าใช้เป็นคำกริยา (Verb) แปลว่า “โทรศัพท์ไปหา .....”

เวลาจะโทร.หาใคร “ต้องไม่ใส่ to” เด็ดขาด (เพราะถ้าใส่ ก็ผิดแน่นอนครับ) ที่ถูกคือ ...

1.1)  Melissa called you four times today. (เมลิสซ่าโทร.มาหาเธอตั้งสี่ครั้งแน่ะ วันนี้)

1.2)  Can I call you sometime? (ขอผมโทร.หาคุณซักครั้งหนึ่งได้มั้ยครับ) – เช่น เอาไว้พูดเวลาที่เราเจอผู้หญิงที่เราชอบ แล้วอยากจีบเขา

1.3)  Patrick called when you were out. (แพ็ททริคโทร.มา ตอนที่คุณไม่อยู่)

1.4)  Your mom called yesterday. (แม่คุณโทร.มาเมื่อวานนี้)

1.5)  Since we broke up, he has never called me. (ตั้งแต่ที่เราแยกทางกัน เขาไม่เคยโทร.หาฉันเลย)

 

     2.) ถ้าใช้เป็นคำนาม (Noun) แปลว่า “การโทรศัพท์” บางทีก็ใช้ร่วมเป็นสองคำ คือ phone call ก็ได้ เช่น

2.1) Your ex-boyfriend made a phone call to a hospital in Dubai. (แฟนเก่าของคุณมีการโทรศัพท์ไปที่โรงพยาบาลในดูไบด้วยนะ)

2.2) Just give me a call when you arrive. (ช่วยโทร.หาฉันตอนที่คุณไปถึงก็แล้วกันนะ)

2.3) I don’t know why she never returned my calls. (ฉันไม่รู้ว่าทำไมหล่อนถึงไม่โทร.กลับหาฉันเลย)

2.4) I got a call from Denny yesterday. (ฉันได้รับโทรศัพท์จากเด็นนี่เมื่อวานนี้)

2.5) My boss doesn’t take phone calls when he’s on vacation. (เจ้านายของฉันเขาไม่รับสายใครตอนที่เขาพักร้อนหรอกค่ะ)

 

ถ้าเจอใครที่ใช้ผิดๆ เราช่วยๆกันบอกต่อด้วยนะครับ ทุกคนที่เขาใช้ผิด (หรือทุกคนที่ทำอะไรผิดๆอยู่) ก็เพราะเขาไม่รู้ เพราะถ้าเพียงแค่เขารู้ว่าการกระทำผิดๆเหล่านั้น มันจะส่งผลร้ายกลับมาที่ตัวเขา “ก็คงไม่มีใครอยากทำผิด หรือทำอยากทำชั่ว แล้วก็คงไม่มีใครอยากเป็นคนเลว” การให้ปัญญาเป็นธรรมอันประเสริฐ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English)

guest

Post : 14/10/2015 17:28     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >   คำว่า “เกรงใจ” ภาษาอังกฤษ

 คำว่า “เกรงใจ” ภาษาอังกฤษ ใช้ว่าอย่างไร

ไม่ใช่ว่าคำเดียวใช้ได้ทุกเหตุการณ์นะครับ เพราะว่ามันขึ้นกับสถานการณ์ด้วย

บางทีเวลาที่เราอยู่ในสถานการณ์จริง ในภาษาไทยเรา เราอาจจะพูดคำว่า “เกรงใจ” ก็จริง แต่เวลาเราจะแปลเป็นภาษาอังกฤษ เขาอาจจะใช้คำพูดอื่นซึ่งสื่อไปถึงความหมายว่า “เกรงใจ” ก็ได้ เช่น

 

เหตุการณ์ที่ 1: (เหตุการณ์แบบนี้แหละ ที่คนไทยเราจะพูดคำว่า “เกรงใจ” กันบ่อยที่สุด)

เวลามีคนเขามาเสนอความช่วยเหลือหรือมาเสนอสิ่งดีๆ ให้เรามากๆ แล้วเรารู้สึกเกรงใจ (เรารู้สึกลำบากใจ-อึดอัดใจนิดหน่อยที่จะไปทำให้เขาลำบาก เช่น เขาอาจจะต้องใช้จ่ายเงินทองส่วนตัวซื้อของมาให้เราตั้งมากมาย) เราก็จะพูดว่า (“อุ้ย! อย่าเลยครับ ผมเกรงใจอ่ะ”) I don’t want to impose (on you). ถ้าแปลตรงๆตัวก็จะแปลว่า “ฉันไม่อยากจะเป็นเหตุให้คุณต้องทำอะไรที่ไม่สะดวก (กับตัวคุณเอง) เลยอ่ะ” (จะใส่หรือไม่ใส่ on you ก็ได้)

 

เหตุการณ์ที่ 2: เวลาที่คนจะให้เงินหรือให้สิ่งของอะไรกับเราเพื่อเป็นสินน้ำใจ จากเขาถึงเรา (สมมุติว่า อันที่จริง คุณก็อาจจะอยากได้เงินนั้นก็ตาม) เช่น ในเหตุการณ์ที่ว่า คุณไปช่วยงานเพื่อนด้วยความจริงใจ และไม่ได้หวังเงินค่าตอบแทนเลย แต่พอเสร็จงาน เพื่อนคุณกลับยื่นซองใส่เงินมาให้คุณ คุณก็อาจจะพูดว่า  (“อุ้ย! ไม่เอาดีกว่าครับ ผมเกรงใจอ่ะ”) You wouldn’t have to do this. แปลว่า “คุณไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้” (จากนั้น คุณจะรับเงินนั้นหรือไม่รับ ก็ได้ ... สุดแล้วแต่สถานการณ์จะพาไป)

 

เหตุการณ์ที่ 3: เวลาที่มีผู้ใหญ่มาชวนเราไปงานสำคัญๆ ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แล้วเราไม่อยากไป แต่เราก็เลี่ยงไม่ได้ (ถึงแม้ว่าคุณอาจจะติดธุระอื่น หรืออาจจะเหนื่อยมากก็ตาม แล้วคุณรู้สึกอึดอัดใจที่จะต้องปฏิเสธผู้ใหญ่ท่านนั้น) จากนั้น คุณก็ไปปรึกษาเพื่อน ในเชิงเล่าให้ฟัง ด้วยประโยคที่ว่า “ฉันไม่อยากไปงานเลี้ยงนั่นเลย แต่ไม่กล้าปฏิเสธ เพราะเกรงใจผู้ใหญ่ท่านนั้น” (เช่น กลัวเขาจะหาว่าเรา “หือ” หรือ “ไม่ไว้หน้าเขา”) แบบนี้ คุณก็จะพูดกับเพื่อนของคุณได้ว่า I’m afraid to say no to him because I don’t want to be presumptuous. (ผมไม่กล้าปฏิเสธนายของผมอ่ะ เพราะไม่อยากจะทำตัวเหมือนไม่เกรงใจผู้ใหญ่อ่ะ)

(คำว่า presumptuous นี่แหละครับ ที่คุณต้องรู้ว่ามันแปลว่า “ไม่สมควร-ไม่เหมาะสม” เช่น ประโยคเพิ่มเติม (ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่อง “เกรงใจ”) ที่ว่า It would be presumptuous of me to speak on the stage on behalf of my colleagues. (มันจะเป็นการไม่สมควรสำหรับฉันนะ ที่จะไปพูดบนเวทีในฐานะตัวแทนของเพื่อนร่วมงานทั้งหมดนั้น)

 

เหตุการณ์ที่ 4: ในความหมายนี้ คือความหมายในเชิงเล่าสู่กันฟัง และเป็นการอธิบายถึงลักษณะนิสัยของคนที่เขาคิดถึงใจเขาใจเรา เช่น ผู้ชายคนหนึ่ง เขามักจะเป็นคนที่พูดอ้อมค้อมเวลาที่ต้องวิจารณ์งานของใครสักคนหนึ่ง เขามักจะเลือกใช้คำพูดที่ระมัดระวังในการวิจารณ์ จากนั้นคุณก็ไปพูดถึงบุคคลคนนั้นว่า Tim is a very nice man – he’s always considerate of others. (ทิมเป็นคนดีนะ เขามักจะเกรงใจคนอื่นเสมอเลย)

 

หวังว่าคงพอเข้าใจนะครับ

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112)

guest

Post : 09/10/2015 00:14     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >   การใช้คำว่า “very much” อย่างถูกต้อง

 การใช้คำว่า very muchอย่างถูกต้อง

 

คำนี้ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่ผมได้ยินคนไทยใช้ผิดกันมากทีเดียว เหตุก็อาจจะเกิดมาจากการก็อปปี้ประโยคหนึ่งที่เราเคยเห็นว่ามันถูก แล้วพอเราเปลี่ยนคำบางคำมาแทนที่ในบางส่วนของประโยค มันกลับ “ผิด” ซะอย่างนั้น

 

คำอธิบายก็มีดังนี้ครับ ... คำว่า very muchนั้น ถ้าเราแปลแบบตรงไปตรงมาก็คือ “มากๆ” ซึ่งมันทำหน้าที่เป็น “คำนาม” หรือ “คำสรรพนาม” หรือสามารถเป็นคำ Adverb (คำวิเศษณ์ที่ขยาย verb) ก็ได้ ซึ่งถ้าเราใช้มันในฐานะที่เป็น Adverb เราก็จะต้องใช้มันเอาไว้ใช้ ขยายคำกริยาเพียงอย่างเดียว (คือห้ามเอามันมาขยาย Adjective เด็ดขาด)

 

ดังนั้น ประโยค This question is difficult very much. (แปลว่า “คำถามนี้ยากจัง”) จึง “ผิด” (ห้ามพูดนะครับ ... อายฝรั่งเขา)

 

ที่ถูก คุณควรจะพูดว่า This question is very difficult. เนื่องจากว่าคุณควรจะใช้คำว่า “very” ซึ่งเป็นคำ Adverb มาใช้ขยายไอ้เจ้าตัว “Adjective” คำว่า “difficult” นั่นเอง

 

ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณอยากจะใช้คำว่า “มาก” เพื่อมาขยายความ Adjective คุณควรจะใช้คำใดคำหนึ่ง (หรือสองคำเลยก็ได้) จากคำเหล่านี้ คือ very, so, too, pretty, quite, really ยกตัวอย่างเช่น

That man is really fat. (ผู้ชายคนนั้นอ้วนจริงๆ)

[ห้ามพูดว่า That man is fat very much. (ผิด)]

 

That book is so very heavy. (หนังสือเล่มนั้นมันหนักมากๆเลย)

[ห้ามพูดว่า That book is heavy very much. (ผิด)]

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 และ รามคำแหง 53/1)

guest

Post : 05/10/2015 16:21     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  การใช้ภาษาอังกฤษ คำว่า late อย่างถูกต้อง

 คุณเคยใช้คำว่า Late ผิดมาก่อนหรือเปล่าครับ

 

ทุกวันนี้มีคนใช้คำว่า Late ผิดกันเยอะ ในลักษณะนี้คือ I was late for 10 minutes. (ผิด – ห้ามใช้นะครับ)

 

ที่ถูกคุณควรจะพูดว่า I was 10 minutes late. (ฉันไปสาย 10 นาที)

คือเราควรจะใช้คำว่า “ten minutes” หรือ “10 minutes” ในฐานะ adverb ซึ่งมาใช้ขยายความให้กับคำว่า late (ไม่ใช่คิดแบบภาษาไทย แล้วก็เรียงคำไปแบบการพูดภาษาไทยไปหมด) ดังนั้นเมื่อคุณรู้แบบนี้แล้ว คุณก็สามารถเอาเทคนิคนี้ไปพูดในชีวิตประจำวันได้อย่างเช่น

1.) This morning, some of my colleagues got to the office almost 2 hours late because of the heavy rain. (เมื่อเช้านี้ เพื่อนที่ทำงานของฉันบางคน เขามาถึงที่ทำงานสายตั้งเกือบสองชั่วโมงแน่ะ เพราะเนื่องจากฝนตกหนัก)

 

2.) Do you know that you’re half an hour late? (นี่คุณรู้ไหมเนี่ยว่าคุณมาสายตั้งครึ่งชั่วโมง) – เช่นเวลาคุณเป็นเจ้านาย แล้วลูกน้องคุณมาสายตั้งครึ่งชั่วโมง แล้วเขายังทำหน้าตาเฉยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย คุณก็เลยพูดเตือนสติ ณ เวลาที่เห็นเขามาถึงที่ทำงานสาย เพื่อให้เขารู้ตัวเสียบ้าง

 

3.) It was too bad – the train didn’t wait for me!  I was just 2 minutes late. (มันแย่จังเลย รถไฟไม่รอฉันบ้างเลย ฉันไปสายแค่สองนาทีเอง)

 

4.) The payment was made two days later than promised. (การจ่ายเงินอันนั้นมันถูกสั่งจ่ายสายกว่าที่ได้มีการสัญญากันไว้เป็นเวลา 2 วัน)

 

(เช่น ตัวคุณเป็นนักร้องกำลังอัดเสียงอยู่ในห้องอัดเสียง แล้วมีช่างที่คุมห้องอัด (Engineer) เป็นคนคอยอัดเสียงให้คุณ)

5.) I think you should sing that line again because you came in a bit late. (ผมว่าคุณน่าจะร้องบรรทัดนั้นใหม่นะ เพราะคุณเข้าช้าเกินไปนิดหนึ่งอ่ะครับ {= เช่น ร้องประโยคนั้นช้าเกินไปนิดหนึ่ง})

 

---------------------------------------------------------------------------

 

อีกคำหนึ่งที่ผมได้ยินคนพูดผิดกันเยอะเกี่ยวกับเรื่องเวลาก็คือการใช้คำว่า spend (เป็นคำกริยา ซึ่งแปลว่า “ใช้ {เวลา, เงิน})

 

* การผันกริยา 3 ช่อง ของ Verb ตัวนี้คือ spend – spent – spent

 

ประโยคผิดๆ ที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ก็อย่างเช่น I spent time for two hours. หรือ I spent money for 300 baht. ซึ่งผิดทั้งคู่เลย

 

ที่ถูกควรจะใช้ว่า I spent two hours . หรือ I spent 300 baht ……. แล้วต่อด้วยคำพูดต่อไป ว่าทำอะไรก็ว่าไป เช่น

 

1.) We normally spend about 1,000 baht a week on food. (โดยปกติ ฉันใช้จ่ายเงินประมาณหนึ่งพันบาทต่อสัปดาห์กับเรื่องค่าอาหาร)

 

2.) I’m trying to spend more time with my family. (ฉันกำลังพยายามที่จะใช้เวลากับครอบครัวของฉันให้มากขึ้น)

 

3.) I’ve spent 10 days clearing all the mess that you made. (ที่ผ่านมานี่ ฉันได้ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 10 วัน เคลียร์ความวุ่นวายทั้งหลายที่คุณได้ก่อไว้)

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง (Home of Naked English – ซอยลาดพร้าว 112)

guest

Post : 27/09/2015 21:12     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  การใช้ Verb คำว่า GET ตอน 4/4

เรื่องการใช้ Verb คำว่า “GET” ตอนที่ 4/4 นี้ ที่ฝรั่งใช้กันบ่อยๆ ก็คือการที่มันเป็น Linking Verb ซึ่งเป็น Verb ที่ตามด้วย Adjective ได้ (เช่นเดียวกับ Verb to be) ความหมายของมันก็คือ “อยู่ในสภาพ ... (Adjective คำนั้น)” ตัวอย่างประโยค เช่น

 

1.)   Thank you for the food – I’m getting hungry! (ขอบคุณสำหรับอาหารนะ ฉันกำลังหิวอยู่พอดีเลย)

2.)   You should take your son to a psychiatrist – he gets angry too easily. (คุณน่าจะพาลูกชายของคุณไปพบจิตแพทย์นะ คือเขาโกรธง่ายเกินไปอ่ะ)

3.)   We get old too soon, and wise too late! (คนเรานี่ “แก่” เร็ว ... แต่ “ฉลาด” ช้าเหลือเกิน ไม่ค่อยทันกาล {คืออาจจะตายเสียก่อนที่จะฉลาด หรืออาจจะตายเสียก่อนที่จะเกิดปัญญา})

4.)   Hey, you’re getting nasty now! (เช่น เอาไว้พูดตอนจะเตือนสติเพื่อน แบบพูดตรงๆ) นี่ เธอชักจะทำตัวน่าเกลียดแล้วนะ (เช่นเอาไว้พูดตอนที่เห็นเพื่อนเราชักจะ “ล้ำเส้น” แล้ว)

5.)   He got tired only after going up a few steps of the staircase. (แค่ขึ้นบันได 2-3 ขั้น เขาก็เหนื่อยเสียแล้ว)

ลองเอาประโยคเหล่านี้ไปเปลี่ยนคำ แล้วใช้ในเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตของคุณทุกวันนะครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง – Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 (รามคำแหง 53)

guest

Post : 25/09/2015 12:39     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  การใช้ get (ตอน 3/4)

 มาดูการใช้ get ในความหมายที่ 3 กันนะครับ

 

ความหมายที่ 3 ของคำว่า get ที่ฝรั่งเขาใช้กันบ่อยๆ ก็คือในความหมายที่ว่า “จัดการให้ (ใคร/อะไร) ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง”

 

โครงสร้างของประโยคจะเป็น get (somebody/something) to do something หรือ get (somebody/something) doing something ก็ได้ เช่น

 

1.) My brother couldn’t get the light to work. (น้องชายฉันเขาซ่อมให้ไฟมันกลับมาติดแล้วส่องสว่างเหมือนเดิมไม่ได้อ่ะ)

2.) Jennifer tried very hard to get her boyfriend to come out tonight, but he can’t. (เจนนิเฟอร์พยายามอย่างมากที่จะชวนให้แฟนของหล่อนออกมาเที่ยวข้างนอกด้วยกันในคืนนี้ แต่เขามาไม่ได้อ่ะ)

3.) After having worked continuously for 10 hours, I can’t get my brain working anymore. (หลังจากที่ทำงานหนักติดต่อกันมาร่วมสิบชั่วโมง ตอนนี้ฉันไม่สามารถสั่งสมองฉันให้มันทำงานต่อไปอีกได้แล้วล่ะ)

4.) This morning, I got the computer working again. (เมื่อเช้านี้ ฉันจัดการทำให้คอมพิวเตอร์มันกลับมาใช้งานได้อีกครั้งหนึ่งล่ะ)

5.) Her boss always gets her attending meetings on his behalf. (เจ้านายของหล่อนเขามักจะให้หล่อนเข้าประชุมในฐานะตัวแทนของเขาอยู่เสมอเลย)

 

ลองพยายามเอาโครงแบบนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันนะครับ แล้วก็เปลี่ยนคำที่มี Part of Speech เดียวกัน ในตำแหน่งต่างๆ เพื่อให้มันเป็นเหตุการณ์ในเรื่องราวที่เป็นชีวิตคุณจริงๆ ทำแบบนี้ทั้งวันและทำทุกวัน กับโครงสร้างอื่นๆด้วย แล้วสัก 3-6 เดือน คุณจะพบกับความเปลี่ยนแปลง

 

อันที่จริงภาษาอังกฤษมันไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอกครับ เพราะถ้ามันยากจริง เด็กฝรั่งที่อายุ 2-3 ขวบเขาจะพูดภาษาอังกฤษกันได้ยังไงล่ะครับ แล้วมันก็ไม่ใช่ว่าคนไทยเราโง่ด้วย แต่เป็นเพราะที่ผ่านมาเรายังไม่เคยรู้วิธีคิดเป็นฝรั่งต่างหาก เราเรียนกันแบบผิดๆมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว (คือเรามัวแต่ท่องศัพท์เป็นคำๆ โดยไม่เห็นภาพ แล้วก็เอาคำศัพท์มาวางเรียงๆๆๆๆกันไปตามโครงสร้างของภาษาไทย มันก็เลยทำให้เราใช้ไม่ถูกไงครับ)

 

อย่าท้อนะครับ ยังไงเราขอเป็นกำลังใจให้อย่างจริงใจเลยครับ อยากให้คนไทยเราเก่งๆภาษาอังกฤษกันทุกคนไม่อายชาติไหนในโลกครับ

 

ด้วยรักและความปรารถนาดีจากอาจารย์พิบูลย์ แจ้งสว่าง

(Home of Naked English – ลาดพร้าว 112 หรือเข้าทาง รามคำแหง 53 ก็ได้)

guest

Post : 23/09/2015 11:00     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  การใช้ get (ตอน 2/4)

มาดูความหมายที่สองของคำว่า Get กันต่อไปครับ

ฝรั่งเขาใช้ get ในความหมายนี้กันบ่อยมากเหมือนกัน แปลว่า ไปถึง / มาถึง” (ในลักษณะที่ว่าตัวของเราไป ตกตุ๊บ” อยู่บนสถานที่นั้นเลย ไม่ใช่เป็นการเดินทางแบบมีระยะทาง)

 

ดังนั้นเวลาที่คุณไปเจอคำที่มันมีความหมายหลายๆอย่าง แล้วฝรั่งเขาก็ใช้กันบ่อยเสียด้วย เช่นคำว่า get นี้เป็นต้น เทคนิคที่สำคัญในการฝึกคิดเป็นฝรั่งอย่างหนึ่งก็คือ คุณก็ต้องอย่าไปยึดติดกับคำแปลคำใดคำหนึ่งของมันที่เป็นตัวหนังสือภาษาไทย (แล้วคุณก็ควรทำแบบนี้กับคำภาษาอังกฤษทุกคำด้วย) แต่คุณควรจะแปลแบบหลวมๆ และมองมันเป็นภาพเหตุการณ์ และพร้อมรับคำแปลของมันในทุกๆรูปแบบ

 

เช่นเดียวกับเวลาเราพูดภาษาไทย เวลาเราพูดคำว่า “คน” เราก็ไม่ได้ไปยึดติดแต่ว่ามันจะเป็นคำนามที่แปลว่า “มนุษย์” แต่เพียงอย่างเดียว เช่นถ้าคุณไปเจอประโยคที่ว่า “คุณควรคนน้ำตาลให้ละลายเสียก่อน แล้วจึงค่อยใส่นมข้นหวานลงไป” และด้วยความที่เราเป็นคนไทยที่เข้าใจภาษาเป็นอย่างดี เราก็จะไม่ไปหัวเสียกับมันว่า คำว่า “คน” ในที่นี้ มันกลับกลายเป็นคำกริยาไปเสียแล้ว

 

เราใช้ภาษาไทยแบบเป็นธรรมชาติฉันใด เราก็สามารถทำแบบนั้นกับภาษาอังกฤษได้เช่นกัน เพียงแต่แค่ว่าวันนี้คุณยังไม่สามารถคิดเป็นฝรั่งอย่างอัตโนมัติ แต่ถ้าคุณฝึกแบบถูกวิธี มันจะไม่ช้าเลย แล้วคุณจะเข้าใจว่าความรู้สึกในการพูดภาษาอังกฤษที่เบาสบายแบบเป็นธรรมชาติที่ผมกำลังหมายถึงอยู่นั้น มันคืออะไร

 

มาดูตัวอย่างประโยคการใช้คำว่า get ในความหมายที่สองที่แปลว่า ไปถึง / มาถึง” กันเลยนะครับ

1.)         What time will you get there? คุณจะไปถึงที่นั่นกี่โมงอ่ะ

2.)         What time did you get here? คุณมาถึงที่นี่ตอนกี่โมงอ่ะ

3.)         You will be disappointed when you get to the end of the novel. เดี๋ยวคุณจะผิดหวังเมื่อคุณอ่านไปจนถึงตอนท้ายของนวนิยายเล่มนั้น

4.)         Your boss got into the office right after you had left. หลังจากที่คุณออกจากออฟฟิศปุ๊บ เจ้านายของคุณก็(กลับ)เข้ามาในออฟฟิศปั๊บเลย

5.)         She got downstairs and found him lying on the floor. หล่อนลงมาข้างล่างแล้วก็เจอเขานอนอยู่บนพื้น

6.)         Last night, I got home at 9:30 p.m. เมื่อคืนนี้ฉันกลับถึงบ้านตอนสามทุ่ม

 

 

* สามารถดูบทความการใช้ get (ตอน 1/4) ได้ที่เว็บไซต์พี่น้องของเราชื่อว่า NakedEnglish.net โดยการคลิกที่ลิงค์นี้

http://www.nakedenglish.net/index.php/2015-06-19-12-24-06

 

ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงาน Home of Naked English และ อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง

guest

Post : 09/09/2015 10:48     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  ประโยคภาษาอังกฤษ "รถติด" ใช้คำว่าอะไร

 ประโยคภาษาอังกฤษที่ว่า “รถติด” นั้น มีคนไทยจำนวนมากที่ใช้ผิดกันว่า

The traffic is jam. หรือ The traffic was jam.

The traffic is jammed. หรือ The traffic was jammed.

ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้น “ผิดทั้งหมด”

 

อาจจะเนื่องจากว่า ผู้ที่ใช้ผิด ส่วนใหญ่จะไปก๊อปปี้โครงสร้างของประโยคอื่นมา ซึ่งประโยคที่เราไปก๊อปปี้มานั้นอาจจะมีโครงสร้างที่ถูกในแบบของมัน แต่พอเรามาเปลี่ยนคำ ซึ่งคำใหม่ที่เราเปลี่ยนมาใช้นั้นมันมีหน้าที่คนละแบบ (หรืออาจจะพูดว่า มันมี Part of Speech คนละหน้าที่กัน นั่นเอง) ก็เลยเป็นเหตุให้ประโยคดังกล่าวข้างต้น เป็นประโยคที่ผิด

 

ดังนั้น ถ้าเราต้องการจะใช้ประโยคต่างๆ ที่นอกเหนือจากนี้ให้ถูกต้อง เราก็ควรจะรู้วิธีการคิดเป็นฝรั่งด้วย ซึ่งการอธิบายในหัวข้อนี้ก็คือ

 

เวลาเราจะใช้คำว่า traffic เราก็ต้องเห็นภาพว่ามันคือ “สภาพบนถนนที่มีจำนวนรถเยอะๆ” ซึ่งฝรั่งเขาจะคิดภาพนี้เป็น “คำนามนับไม่ได้”

 

สมัยก่อนโน้นตอนผมเด็กๆ ผมเคยท่องศัพท์ traffic ว่า “การจราจร” ซึ่งเป็นศัพท์ที่เขาบัญญัติไว้ใน Dictionary ฉบับที่เป็นอังกฤษ-ไทย จำนวนหลายเล่ม แต่พอโตขึ้นได้ศึกษาภาษาอังกฤษมากขึ้น ผมก็ได้พบว่าใน Dictionary ที่เป็นอังกฤษ-อังกฤษนั้น เขาได้อธิบายเอาไว้ว่ามันคือ “สภาพที่มีรถเยอะๆ” แล้วผมก็เปลี่ยนความคิดตั้งแต่นั้นมา แล้วมาเริ่มเรียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีใหม่ โดยการเริ่มซึมซับภาษาอังกฤษจากเพื่อนๆรอบข้างที่เป็นเจ้าของภาษา โดยเริ่มศึกษาใหม่ตั้งแต่ศูนย์เลย

 

แต่ถ้าเป็นคำว่า traffic jam ฝรั่งเขาจะเห็นภาพในหัวของเขาเป็น “แถวยาวๆ ที่ประกอบไปด้วยรถจำนวนหลายคัน ติดขัดกันอยู่” ดังนั้นคำว่า traffic jam นี้ มันจึงเป็น “คำนามนับได้” ซึ่งถ้าคุณพิจารณาคำว่า traffic jam นี้ให้ดี คุณก็จะรู้ได้ในทันทีว่ามันคือ “คำนาม” ซึ่งมีศักดิ์ศรีเป็น “คำๆหนึ่ง” ไม่ใช่ประโยค ดังนั้นเราจะมาพูดว่า The traffic is jam. หรือ The traffic is jammed. ไม่ได้

 

ที่ถูก คุณควรพูดว่า ...

The traffic is bad. หรือ The traffic was bad. ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเหตุการณ์ที่เราพูดถึงมันแบบเป็น “ปัจจุบัน” หรือ “อดีต”

 

คราวนี้ถ้าสภาพรถติดมันแย่มาก คุณก็แค่เติมว่า The traffic is (หรือ was) very bad. เท่านั้นเอง

 

แต่ถ้าหากว่า “รถมันไม่ติดเท่าไหร่” หรือว่า “ถนนมันว่างมาก” คุณก็ห้ามพูดว่า The traffic is good. เด็ดขาด เพราะคำว่า “สภาพรถเยอะๆ” หรือ traffic เนี่ย มันจะมาใช้ควบคู่กับคำว่า “ดี” ไม่ได้ (ถึงแม้จะมีเจ้าของภาษาบางคนเขาจะพูดแบบนี้ก็ตาม คุณก็อย่าไปตามเขานะ เพราะเนื่องจากผมเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นเจ้าของภาษาชาวอเมริกันหลายคน เขาก็บอกผมว่าตัวเขาเองก็รับประโยคที่ว่า The traffic is good. ไม่ได้เหมือนกัน)

 

ที่ถูกต้องคุณควรจะพูดว่า ...

The traffic is not bad. หรือ The traffic was not bad. ขึ้นกับเหตุการณ์ปัจจุบันหรืออดีต

หรืออาจมีประโยคทางเลือกอื่นอีกว่า

There is (หรือ was) no traffic (today). แปลว่า “วันนี้รถไม่ติดเลย”

There is (หรือ was) not much traffic (today). แปลว่า “วันนี้รถไม่ค่อยติดเท่าไหร่”

 

ถ้าคุณอยากใช้ว่า traffic jam คุณก็อาจใช้ในประโยคว่า

ฉันเกลียดรถติด = I hate traffic jams. (อย่าลืม เติม +s เข้าไปที่ท้ายคำว่า jam ด้วย)

 

หวังว่าคุณพอจะได้รับความกระจ่างขึ้นบ้างนะครับ

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง – Home of Naked English ซ. ลาดพร้าว 112

guest
นางสาว สุธานี ก้อพิทักษ์
- Guest -

Post : 08/09/2015 20:19     Forum: สอบถาม  >  ค่าเรียนพิเศษ

 สวัสดีคะ สนใจเรียนพิเศษคะ กับเพื่อนด้วย 2 คนอะคะ เรียนพูดอย่างเดียวเท่าไหร่คะ

guest

Post : 13/08/2015 21:07     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  เคล็ดลับเรียนภาษาอังกฤษแบบด่วน-เทคนิกคการใช้ Google Translate

 เคล็ดลับการใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อการเอาตัวรอดและการแก้ขัด แบบเร่งด่วนสุดๆ

 

ทุกวันนี้คนไทยเรามีความจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษกันมากขึ้น ... วันนี้ผมจะเสนอบทความที่จะช่วยให้ผู้ที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษเอามากๆ ให้เอาตัวรอดได้อย่างรวดเร็ว (ภายใน 1 นาที) และเป็นวิธีที่ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว 

วิธีนั้นก็คือ ... การใช้ Google Translate แต่จะใช้อย่างไร ให้มีความถูกต้องมากที่สุด ... ลองมาดูกันในวิดีโอคลิปนี้ครับ

 

 

 

ถึงแม้ผมจะเสนอเคล็ดลับวิธีการใช้ Google Translate เพื่อแก้ขัด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เพื่อผลที่ยั่งยืนและเพื่อให้ตัวคุณมีศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจมากที่สุด ผมคิดว่าเมื่อคุณมีโอกาสที่เหมาะสม คุณก็น่าจะพาตัวเองไปหาแหล่งความรู้ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้ได้ความรู้มาในระดับที่พอจะช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ใช่แต่จะมาคอยหวังพึ่งเครื่องมืออะไรแต่เพียงอย่างเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้ว “ไม่มีใคร หรือเครื่องมืออะไร จะช่วยเราได้ดีเท่ากับตัวของเราและความสามารถที่มาจากภายในของเราเอง” เพราะถ้าหากว่าคุณเก่งจริงแล้ว คุณจะไปอยู่แห่งหนไหน คุณก็จะไม่มีวันตกอับ หรืออับจนหนทางอย่างแน่นอน

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง

guest

Post : 23/07/2015 20:50     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  "ไม่เป็นไร" - อย่าท่องติดปากแต่คำว่า "Never mind."

 คำว่า “ไม่เป็นไร” อย่าท่องจนติดปากว่า “Never mind.” แค่เพียงประโยคเดียวนะครับ

 

เพราะจริงๆแล้วประโยคที่ว่า “ไม่เป็นไร” ในภาษาไทยของเรามันใช้ได้กับ (อย่างน้อย) 2-3 เหตุการณ์ที่แตกต่างกัน แล้วในภาษาอังกฤษเขาก็ไม่ได้ใช้คำเดิมว่า “ไม่เป็นไร” นี้ กับทุกเหตุการณ์ด้วย ดังนั้นเพื่อความถูกต้อง คุณควรจะเห็นภาพของเหตุการณ์ แล้วก็ใช้ภาษาอังกฤษให้ถูกตามภาพด้วย เพื่อการสื่อสารที่ถูกต้องนะครับ

 

ผมจะยกตัวอย่างเหตุการณ์ง่ายๆ ในคุณได้คิดเป็นภาพแล้วจำประโยคไปใช้ให้ถูกต้องก็แล้วกันนะครับ

1.)         A: Thank you so much for your help. ขอบคุณมากนะที่คุณช่วยดิฉัน

B: You’re welcome. ด้วยความยินดีครับ หรือไม่เป็นไรหรอกครับ

B: (หรือ) Don’t mention it. โอ๊ย! อย่าไปพูดถึงมันเลยครับ ไม่เป็นไรหรอก

B: (หรือ) It’s okay. ไม่เป็นไรหรอกครับ

B: (ผิด ... ห้ามพูดเด็ดขาด) Never mind. (หลายคนท่องติดปากว่า Never mind. แปลว่า “ไม่เป็นไร” ก็เลยใช้ผิดกันเยอะมาก)

 

2.)         ประโยคว่า “Never mind.” ที่แปลว่า “ไม่เป็นไร” นี้ เอาไว้ใช้ในเหตุการณ์ที่ เราจะหมายถึงว่า “ช่างมันเถอะ อย่าไปพูดถึงมันเลย อย่าไปสนใจมันเลย มันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก” ยกตัวอย่างเช่น

 

A: “เมื่อกี๊นี้ คุณพูดว่าไงนะ” What did you say?

B: “ช่างมันเถอะ” Never mind. (คือว่าเสียงในห้องมันจ็อกแจ็กดังมาก คุณพูดไปสองสามรอบแล้วอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็ไม่ได้ยินสักที แล้วคุณก็คิดว่าไอ้สิ่งที่คุณจะพูดนั่นน่ะมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรสักเท่าไหร่ คุณก็เลยพูด Never mind. แปลว่า "ช่างมันเถอะ")

 

A: “แย่จังเลย เราทำงานพลาดอ่ะ” What did you say It’s too bad – we failed.

B: “ช่างมันเถอะ อย่างน้อยเราก็ได้ลอง” Never mind.  At least, we tried.

 

A: “ขอโทษนะที่ฉันทำรถของเธอเสียหายอ่ะ” Sorry for the car damage.”

B: “เรื่องรถอ่ะ ช่างมันเถอะ เธอปลอดภัยก็ดีแล้ว” Never mind about the car. You’re safe and that’s the main thing.

 

 

เขียนโดย อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง

guest

Post : 11/07/2015 14:02     Forum: สอบถาม  >  สอน ออนไลน์มั้ยค่ะ

 

รบกวน อาจารย์สอนออนไลน์ด้วยนะค่ะ  ราคาเท่าไหร่ได้ค่ะ 

 

 

 

guest

Post : 18/06/2015 21:45     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  วีซ่าที่มีอายุเหลือน้อยกว่า 6 เดือน จะเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ได้หรือไม่

 เกร็ดความรู้เรื่องวีซ่าท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา ที่ไม่เคยมีใครบอกให้เราทราบมาก่อน

ในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศนั้น เขามักจะเตือนให้เราดูวันหมดอายุในพาสปอร์ตว่าจะต้องมีอายุมากกว่า 6 เดือน ก่อนออกเดินทาง

 

ส่วนใหญ่เขาจะเตือนให้เราระวังกันแบบนั้น แต่อาจมีบางประเทศที่เขาอนุโลมด้วยข้อกำหนดที่แตกต่างกันบ้าง เช่นบางที่อาจจะบอกว่าไม่ต้องถึง 6 เดือนก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกและง่ายต่อตัวเราในการจดจำ เราก็คอยหมั่นดูอายุพาสปอร์ตให้มีอายุอย่างน้อย 6 เดือนก่อนการเดินทางก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องมาปวดหัววุ่นวายกับอะไรที่คาดไม่ถึงที่อาจจะตามมาในภายหลัง

 

แล้วคราวนี้มาดูวันหมดอายุในวีซ่ากันบ้าง เช่น หลายคนที่เคยมีประสบการณ์ได้วีซ่าท่องเที่ยวประเทศสหรัฐอเมริกาแบบที่มีอายุ 10 ปี คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ถ้าวีซ่าของเราเหลืออายุไม่ถึง 6 เดือน เช่นเหลือแค่ 3 เดือน แต่เรามีความประสงค์จะเดินทางท่องเที่ยวในเวลาแค่ 1 เดือน แล้วจะกลับประเทศไทยก่อนที่วีซ่าจะหมดอายุ ในกรณีแบบนี้เราจะยังสามารถเดินทางไปสหรัฐอเมริกาได้อยู่หรือเปล่า

 

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2558 ผมได้เขียนอีเมล์ไปถามที่สถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทย ทางสถานทูตตอบมาว่า “ได้” ซึ่งผมได้แนบเนื้อความในอีเมล์ที่ผมได้รับมาจากทางสถานทูตเพื่อให้เป็นความรู้แก่ผู้ที่ต้องการทราบ พร้อมมีคำแปลแบบย่อๆให้ และเราจะได้ไม่ต้องเขียนอีเมล์ไปรบกวนทางสถานทูตบ่อยๆ และถ้าเรามีเพื่อนที่ต้องการทราบ ก็ฝากช่วยกระจายข่าวบอกเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง ของเราด้วยครับ

 

อีเมล์ที่ผมเขียนไปเมื่อ 13 มิ.ย. 2558 ได้รับการตอบมาอย่างกระจ่างเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2558 มีใจความดังนี้

 

Dear Mr. Jangsawang,

 

Thank you for your inquiry.  The visa expiration date is only relevant for entry into the U.S.  As long as you travel to the U.S. on the same purpose of stay within the validity of your visa, you can still use the visa.  You can depart after the expiration of the visa.  The customs official will determine the length of stay of admission at the port of entry.

 

Upon arriving at a port-of-entry, Custom and Border Protection (CBP) Officer will provide each traveler with an admission stamp that is annotated with date of admission, class of admission and admitted until date (date on or before which you must exit the U.S.).  Please be informed that the decision whether to admit the visa holders into the U.S. and how long they will be authorized to stay is within the discretion of the immigration inspector.

 

If you wish to apply for a new visa instead, please find detailed information on how to apply for a nonimmigrant visa and visa application requirements from the website below:

http://photos.state.gov/libraries/thailand/591452/niv/how_to_apply_niv.pdf OR

http://www.ustraveldocs.com/th  

 

If you have any questions related to scheduling Nonimmigrant visa interview appointments, visa fee payment, tracking for your passport delivery status and other general U.S. visa questions, we advise that you contact the U.S. Visa service desk atsupport-thailand@ustraveldocs.com or call the call center at 02 1054110 (Mon-Fri 08:00-20:00, except holiday).

 

 

Regards,

Non-Immigrant Visa Unit

U.S. Embassy Bangkok

 

คำแปล (เฉพาะส่วนสำคัญ 2 ย่อหน้าแรก):

เรียน Mr. Jangsawang

 

ขอขอบคุณสำหรับคำถามที่คุณส่งมา วันหมดอายุของวีซ่าจะถูกนำมาพิจารณาสำหรับการเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ตราบเท่าที่คุณเดินทางเข้าสหรัฐฯ ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกับประเภทของวีซ่าของคุณในช่วงเวลาที่วีซ่าของคุณยังไม่หมดอายุ คุณจะยังคงใช้วีซ่านั้นได้ คุณสามารถออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้หลังจากวันหมดอายุบนวีซ่าของคุณก็ได้ เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้คุณเดินทางท่องเที่ยวได้นานแค่ไหนในขั้นตอนการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา

 

เมื่อคุณไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่จะประทับตราซึ่งจะลงวันที่ขาเข้าประเทศสหรัฐฯ, ประเภทของการเข้าเมือง พร้อมกับลงวันที่กำกับว่าคุณจะต้องออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาในวันใด หรืออาจจะลงวันที่ว่าคุณจะต้องออกนอกประเทศก่อนวันไหน โปรดรับทราบไว้ว่าการตัดสินใจในการที่จะให้ผู้ถือวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา หรือจะให้อยู่ได้นานแค่ไหนนั้น เป็นวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจ

 

 

เนื้อหาข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของอีเมล์จากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เราต้องขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่ของสถานทูตที่กรุณาสละเวลาในการตอบจดหมายนี้อย่างแจ่มแจ้งและชัดเจน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ที่ประสบกับคำถาม

 

เราขอให้ท่านผู้นั้นจงประสบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไป

ด้วยความขอบพระคุณจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง, เว็บไซต์ ThaiBizSolutions.com และ NakedEnglish.net

guest

Post : 19/05/2015 20:06     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  การเขียน a.m. / p.m. บอกเวลา เช้า-บ่าย

 การบอกเวลาช่วงก่อนเที่ยงและหลังเที่ยงในภาษาอังกฤษ ฝรั่งเขาจะใช้ตัวย่อว่า a.m. กับ p.m. แต่ที่คนไทยเราส่วนใหญ่มักจะงงก็คือว่า เราควรจะเขียนมันด้วยตัวพิมพ์เล็กทั้งสองตัว หรือตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งสองตัว แล้วมันควรจะมีจุดคั่นหรือเปล่า หรืออย่างไรกันแน่

ถ้าคุณไปให้ฝรั่งที่เขาเป็นนักวิชาการมาอธิบายเรื่องนี้ เขาก็คงจะอธิบายเรื่องมาตรฐานการบอกเวลาตามมาตรฐานของเมือง Chicago หรืออะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างซึ่งมันก็อาจจะทำให้เรางงกันเข้าไปใหญ่ เอาเป็นว่าผมขอสรุปให้คุณฟังง่ายๆ แบบนี้นะครับ

การเขียน a.m. กับ p.m. เนี่ย เขาจะใช้กับเวลาในรอบ 12 ชั่วโมง (ไม่ใช่ 24 ชั่วโมง)

ดังนั้นจะไม่มีการเขียนแบบนี้เด็ดขาดคือ 18:00 p.m. (ผิด ... ห้ามใช้เด็ดขาด)

วินาทีแรกของ p.m. อยู่ที่ “เที่ยงวัน” พอดีเป๊ะ ดังนั้น 12 p.m. จึงหมายถึงเที่ยงวัน แต่เพื่อกันความสับสน ฝรั่งเขาก็จะใช้คำว่า noon ที่แปลว่า “เที่ยงวัน” มากำกับการบอกเวลา 12 นาฬิกาด้วย เช่น The train will arrive at 12 noon. รถไฟจะมาถึงตอนเที่ยงวัน

และวินาทีแรกของ a.m. อยู่ที่ “เที่ยงคืน” พอดีเป๊ะ ดังนั้น 12 a.m. จึงหมายถึงเที่ยงคืน เมื่อไม่นานมานี้ผมเห็นป้ายบอกเวลาเป็นภาษาอังกฤษเรื่องเที่ยงวันกับเที่ยงคืนที่ห้าง Fortune Town เขายังสับสนตรงนี้อยู่เลย

ถ้าในประเทศอังกฤษกับออสเตรเลีย การบอกเวลาด้วย a.m. / p.m. ที่อยู่ตามป้ายรถเมล์เขาจะใช้  am / pm แบบไม่มีจุด และเขียนติดกับตัวเลขบอกเวลาเลย เช่น 8am หรือ 5pm

แต่ถ้าเป็นระบบที่คนอเมริกันเขาชินกันก็จะมีสามแบบหลักๆ นะครับ เอาแบบที่ปลอดภัยสุดๆ คือใช้ไปแล้วคนจะมาว่าเราไม่ได้ เพราะเนื่องจากคนอเมริกันส่วนใหญ่เขาใช้กัน (ถึงแม้จะมีคนอเมริกันส่วนน้อยขัดแย้งก็ตาม) ก็คือให้คุณใช้ 5:35 a.m. หรือ 7:14 p.m. แบบนี้นะครับ

ส่วนอีกสองแบบที่ผมเห็นเพื่อนคนอเมริกันที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเขาเขียนกันก็คือ 5:35 A.M. / 7:14 P.M. หรือบางทีเขาก็เขียนแบบไม่มีจุดเป็น 5:35 AM / 7:14 PM ก็เลยสรุปเป็นว่าผมเคยเห็นคนอเมริกันที่ผมเชื่อใจได้เขาเขียนทั้งสามแบบ แต่แบบที่ผมสังเกตว่าเขาใช้กันแพร่หลายที่สุด (ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ ถ้าจะถือตามความถูกต้องสำหรับคนที่เขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่) แต่เอาเป็นว่าเราเอาตามคนส่วนใหญ่ก็แล้วกันนะครับ ถ้าเป็นผม ผมก็จะเขียนแบบนี้ครับ เช่น

Tomorrow, I will arrive in Los Angeles at 11:05 a.m.

พรุ่งนี้ผมจะไปถึงลอสแอนเจลลิสตอนสิบเอ็ดโมงห้านาที (ช่วงเช้าก่อนเที่ยง)

แต่อย่าลืมนะครับว่าฝรั่งเขาใช้เครื่องหมาย colon ( : ) คั่นระหว่าง “ชั่วโมง” กับ “นาที”

คนไทยเราชอบใช้ “จุด” เพราะเราชินกับการพูดว่า “สิบเอ็ดจุดศูนย์ห้า น.” นั่นไงครับที่มันทำให้เราคุ้นเคยกับการใช้ที่ไม่เป็นสากล ทางที่ดีจากนี้ไป ผมขอเชิญชวนให้คุณพูดว่า “สิบเอ็ดจุดจุดศูนย์ห้า น.” ไอ้ตรงที่พูดว่า “จุดจุด” นั้น ผมหมายถึง colon นะครับ

หวังว่าคุณพอจะได้ความกระจ่างบ้างนะครับ

... อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง

guest
ฝ่ายรายการ
- Guest -

Post : 15/05/2015 11:35     Forum: สอบถาม  >  สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดชลบุรี

 เรียน คุณพิบูลย์

          ตามที่ดิฉันได้รับอนุญาติด้วยวาจาจากคุณพิบูลย์ ทางโทรศัพท์ ให้นำคลิปสอนภาษาอังกฤษไปเผยแพร่ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ได้เรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมด้านภาษา ในการเป็นพลเมืองอาเซียน

          ทางสถานีฯ ได้บรรจุคลิปในผังรายการประจำวัน ในทุกวันจันทร์และอังคาร เวลา 13.00 น. และในช่วงเวลาอื่นๆตามความเหมาะสม

           ดิฉันในนาม สวท.ชลบุรี  ขอขอบพระคุณคุณพิบูลย์มากนะคะ  ในการความอนุเคราะห์ครั้งนี้เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ                                                                                  

หัวหน้าฝ่ายรายการ สวท.ชลบุรี

โทร.038 113372 / 091 471087

โทรสาร.038 113372

guest

Post : 11/05/2015 19:28     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  ฝึกฟังสำเนียงภาษาอังกฤษแบบ Australian

เจ้าของภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็นชาติไหน เขาก็จะใช้ Grammar เดียวกันและเหมือนกัน(เกือบ)หมด คราวนี้เรามาฟังเจ้าของภาษาอังกฤษซึ่งเป็นคน Australian เป็นเพื่อนของผมเองชื่อ Ada Castle เขามาสอนทำขนม Scone (อ่านแบบต้นตำรับ แบบคนอังกฤษหรือออสเตรเลี่ยนว่า “ส-กอน” แต่อ่านแบบอเมริกันคือ “ส-โกน”)

 

Ada เขาเผยเคล็ดลับในการทำ Scone ว่ามีสองข้อ (ที่สำคัญมาก) ถ้าใครชอบทำหรือชอบทานขนมชนิดนี้ ก็ลองพยายามฟังดูครับว่าเขาบอกว่าเคล็ดลับนั้นคืออะไร

https://www.youtube.com/watch?v=FKPsYCxlM00

 

เนื่องจากวิดีโอนี้ เป็นวิดีโอฝึกฝนให้ผู้สนใจได้ลองฝึกฟังเจ้าของภาษาซึ่งเป็นคนออสเตรเลี่ยน ดังนั้นผมจึงมี Captions (หรือที่คนไทยเราคุ้นเคยกับคำว่า Subtitle) ให้ดู ซึ่งจะโชว์ไว้เป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว

 

หวังว่าคุณจะสนุก (หรือไม่ก็ปวดหัว) กับการฝึกฟังนี้นะครับ แล้วขอให้สนุกกับการทำ Scone ด้วย (ถ้าฟังไม่ออก ปวดหัวจี๊ด ก็อย่าว่ากันนะครับ ... พักชั่วคราวแล้วค่อยฟังใหม่ก็ได้)

 

อยากให้คุณลองฝึกฟัง โดยไม่มอง Subtitle แล้วถ้าใครสนใจอยากรู้คำแปลที่เป็นภาษาไทย ก็สามารถหาดูได้ที่ลิงค์ NakedEnglish.net ครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง

 

guest

Post : 03/05/2015 19:32     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  การเขียนตัวเลขบอกเวลาภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง ตอนที่1/2

 การเขียนเลขบอกเวลาที่คนไทย > 90% ใช้ผิด

 

การเขียนเลขในระบบดิจิตอลตามระบบสากลนั้น เขาใช้เครื่องหมาย colon ( : ) เป็นตัวกั้นระหว่างเลข “ชั่วโมง” กับ “นาที” และ “วินาที”

 

เครื่องหมาย colon ที่ว่านี้ เขาเอาไว้ใช้สำหรับเลขฐาน 60 (แปลว่ามีเลขที่อยู่ในเครือข่ายของมันอยู่ 60 ตัว คือจากเลข 0 ถึง 59 หรือจะอธิบายให้ฟังแบบง่ายๆ ก็คือใน “หนึ่งชั่วโมง” มี 60 นาที; และใน “หนึ่งนาที” มี 60 วินาที) พูดง่ายๆก็คือว่า เขาใช้เครื่องหมาย colon เป็นตัวคั่นระหว่างเลขจำนวนเต็มกับทศนิยม

 

คนไทยส่วนใหญ่เรามักชอบใช้เครื่องหมาย “จุด” เป็นตัวคั่นระหว่างเลข “ชั่วโมง” กับ “นาที” (ซึ่งไม่ถูก) เพราะการใส่เครื่องหมาย “จุด” เป็นตัวคั่นนั้น ตามระบบสากลเขาเอาไว้ใช้สำหรับเลขฐาน 100 (หมายความว่าเขาเอาไว้ใช้สำหรับบอกมูลค่าตัวเลขที่มีทศนิยมได้สูงสุดถึง 0.99 เช่น ค่าของเงินในสกุลต่างๆ เช่น สกุลเงินบาท, ดอลล่าร์สหรัฐฯ, ปอนด์ของอังกฤษ ฯลฯ) เช่น This book cost $5.60. (หนังสือเล่มนี้ราคาห้าเหรียญหกสิบเซ็นต์) แบบนี้ต้องใช้ "จุด" เป็นตัวคั่นระหว่างเลขจำนวนเต็มกับทศนิยม

 

แต่ถ้าเป็นการบอกเวลา เขาจะใช้ว่า

This morning, I got up at 7:20. (เมื่อเช้านี้ ฉันตื่นนอนตอนเจ็ดโมงยี่สิบ)

I’ll see you at 9:24 sharp. (ฉันจะไปเจอเธอตอนสามทุ่มยี่สิบสี่เป๊ะเลยนะ) [คำว่า sharp ในที่นี้เป็น Adverb แปลว่า "เป๊ะ" เอาไว้ใช้กับการบอกเวลาว่า "ไม่ขาดไม่เกิน"]

 

แต่ถ้าเป็นการบอกเวลาแบบเป็นเลขจำนวนเต็มชั่วโมง เช่น 7:00 น. เวลาเราจะเขียนภาษาอังกฤษ (ถ้าไม่ใช่เป็นการบอกเวลาแบบเป็นทางการ เช่น เวลาที่เครื่องบินจะออก) ฝรั่งเขามักจะเขียนแต่เลขจำนวนเต็มอย่างเดียวเช่น 7 เฉยๆ ยกตัวอย่างเช่น

 

This morning, I got up at 7. (เมื่อเช้านี้ ฉันตื่นนอนตอนเจ็ดโมง)

I’ll see you at 9. (ฉันจะไปเจอเธอตอนสามทุ่มนะ)

 

ในตัวอย่างประโยคที่สองนั้น เราไม่ได้ใส่ a.m. หรือ p.m. แต่อย่างใด เป็นเพราะว่าเวลาที่ฝรั่งเขารู้กันอยู่แล้วว่ายังไงเราต้องเจอกันตอนดึกสามทุ่มแน่ๆ (คงไม่แหกขี้ตาไปเจอกันตอนเช้าหรอก เพราะเราทั้งสองฝ่าย เป็นคนนอนดึกตื่นสายทั้งคู่ ... อะไรทำนองนี้) เขาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ a.m. หรือ p.m. กำกับ

 

เดี๋ยวในบทความครั้งต่อไป จะเป็นเรื่องการใช้ a.m. กับ p.m. นะครับ เพราะมีหลายคนใช้ผิด เพราะเขาไม่รู้ว่าควรจะมี “จุด” หรือไม่ และไม่รู้ว่าควรจะเขียน A.M. กับ P.M. เป็นตัวพิมพ์เล็กหรือตัวพิมพ์ใหญ่ดี แล้วระหว่างตัว a กับตัว m ต้องเว้นวรรคหรือไม่ เช่น ควรจะเขียนอย่างไร ระหว่าง 7pm หรือ 7 p. m. หรือ 7 p.m. หรือ 7 PM หรืออะไรต่อมิอะไรอีกหลายแหล่

 

อดใจรอนิดหนึ่ง จนกว่าเราจะพบกันใหม่คราวหน้านะครับ

 

Best wishes, (ด้วยความปรารถนาดีอย่างที่สุด)

อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง

guest

Post : 05/04/2015 22:56     Forum: บทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ  >  ควรใช้ว่า Where are you from? หรือ Where do you come from? ดีล่ะ

เวลาคุณจะถามชาวต่างชาติว่า “คุณมาจากประเทศอะไร” หรือ “คุณมาจากไหน” คุณควรจะถามว่า Where are you from? …… ไม่ใช่ Where do you come from?

 

 

การถามว่า Where do you come from? มันหมายถึงว่า คุณเป็นคนพื้นเพที่ไหน โดยดูจากเทือกเขาเหล่ากอของคุณเนี่ย คุณเป็นคนที่มีหัวนอนปลายเท้ามาจากไหน ซึ่งหัวใจหรือความหมายหลักของการถามและการตอบแบบนี้ ก็คือ เป็นการถามถึง “หัวนอนปลายเท้าว่าคุณเป็นคนพื้นเพที่ไหน และคำตอบก็อาจจะเป็นได้ว่า “ฉันเป็นคนที่มีพื้นเพ มาจากเมืองนั้นเมืองนี้” หรือ “ฉันเป็นคนที่มาจากกองขยะ” หรือ “ฉันเป็นคนที่มาจากครอบครัวยากจน” หรืออะไรอื่นๆอีกตั้งหลายแหล่ที่ไม่ใช่หมายถึงการถามว่า “คุณเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศไหน”

 

ผมได้ยินคนอเมริกันเขาพูดถึงเพื่อนเขาคนหนึ่งว่า He comes from Brooklyn. มันก็หมายถึงว่า “ผู้ชายคนนั้นอ่ะ เขาเป็นคนที่มีถิ่นกำเนิดมาจากที่บรุ๊คลิน” มันเอาไว้ใช้เป็นเล่าเรื่อง เวลาที่เราจะอธิบาย “ที่มา-ที่ไป” ของคนๆหนึ่ง ไม่ใช่เอาไว้ถามในความรู้สึกว่า “คุณมาจากไหน”

 

ดังนั้นสรุปว่า ถ้าคุณจะถามชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยว่า “คุณมาจากไหน” คุณควรจะถามว่า Where are you from? หรือ Where are you visiting from? ก็ได้

 

แล้วเมื่อเราจะต้องเป็นฝ่ายตอบ คำตอบของเราก็อาจจะต้องปรับไปตาม Tense ที่เขาถามด้วย ดังนี้

 

A: Where are you from?

B: I’m from Poland.

 

หรือ A: Where are you visiting from?

B: I’m visiting from England. หรือจะตอบโดยใช้ Verb คนละตัว (คนละเรื่อง) กับคำถามก็ได้ว่า I’m from England.

 

หวังว่าเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ นี้จะช่วยให้คุณถามชาวต่างชาติได้ถูกต้องยิ่งขึ้น และฝากช่วยกันบอกต่อ เพื่อให้ญาติพี่น้องชาวไทยของเราใช้ภาษาอังกฤษกันได้อย่างถูกต้องกันด้วยนะครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก อ. พิบูลย์ แจ้งสว่าง

처음 이전 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 다음 끝